ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่าน ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ ธอร์สไตน์ เวเบลน: ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน ที่แปลโดย นภนต์ ภุมมา จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ Thorstein Veblen in Plain English ของเคน แมคคอร์มิก (Ken McCormick) ผู้เขียนจึงขอบันทึกสิ่งที่สังเคราะห์ได้ในบทความชิ้นนี้ กระนั้น บทความชิ้นนี้จึงไม่ใช่การปริทัศน์หนังสือดังกล่าว แต่เป็นการเปิดการสนทนาในหัวข้อว่าด้วยมนุษย์และสถาบันในวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยผู้เขียนเจาะจงไปที่การเปรียบเทียบระหว่าง “เศรษฐศาสตร์สถาบันเก่า” (Old Institutional Economics: OIE) (ที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้) ซึ่งถ้าอ่านจากสายตาผู้เรียนเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน เนื้อหามีความคาบเกี่ยวกับศาสตร์สาขาอื่นๆ พอสมควร กับ “เศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่” (New Institutional Economics: NIE) ที่มีความคาบเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักในปัจจุบันหรือเศรษฐศาสตร์สำนักนีโอคลาสสิก (Neoclassical Economics) อนึ่ง ความรู้ OIE ที่ผู้เขียนใช้ในบทความนี้จะอ้างอิงหนังสือเล่มนี้เป็นหลัก และการตีความและวิเคราะห์เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
ธรรมชาติของมนุษย์
ผู้เขียนขอเริ่มการถกเถียงประเด็นด้วยการกลับไปพิจารณาหนึ่งในประเด็นพื้นฐานที่สุดของการจัดแบ่งชุดข้อถกเถียง (arguments) ในวิชาสังคมศาสตร์คือ คู่ตรงข้ามระหว่าง “โครงสร้าง” (structure) และ “ผู้กระทำ” (agency) ในด้านหนึ่ง บางสำนักคิดเชื่อว่า มนุษย์เป็นแค่ “ร่างทรง” ของโครงสร้างหรือสัญญาณจากภายนอก การกระทำของมนุษย์จึงเป็นเพียงแค่การตอบสนองต่อปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น เศรษฐศาสตร์แบบสำนักคลาสสิกหรือมาร์กซ์ที่เสนอว่า วิธีการอธิบายและเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับตำแหน่งแห่งที่ในระบบเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนี่ง มนุษย์ยังมีความเป็นอิสระในการเลือกการกระทำของตนเอง เพราะการกระทำของมนุษย์สะท้อนถึงความเชื่อ อุดมการณ์ หรือสัญชาตญาณ ที่อยู่ในตัวของมนุษย์ เช่น งานเศรษฐศาสตร์ยุคหลังที่เริ่มศึกษา “เรื่องราว” (narrative) ที่สร้างคำอธิบายต่อเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งมีนัยยะต่อกิจกรรมและนโยบายของมนุษย์
ผู้เขียนขอยกสมมติฐานของ NIE ก่อน เพราะมีความใกล้เคียงกับของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่หลายคนคุ้นเคย กล่าวคือ มนุษย์มีลักษณะเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” (homo economicus) ซึ่งมีความเป็นเหตุผล (rationality) สูง และประมวลข้อมูลหรือสัญญาณโดยเฉพาะจากระดับราคา (ซึ่งสามารถแสดงออกในรูปแบบอื่นเช่น ค่าจ้าง อัตราภาษี หรือดอกเบี้ย) และตัดสินใจในกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มนุษย์จึงมีลักษณะที่เป็นสากลในความหมายที่ว่า ไม่ว่าอาศัยอยู่ในสถานที่หรือยุคสมัยใด มนุษย์แสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตนเองเสมอ เช่น ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกที่สุดและขายไปในราคาที่แพงที่สุด หรือทำกิจกรรมเศรษฐกิจให้ได้กำไรสูงที่สุด ตามที่เงื่อนไขภายนอกเอื้ออำนวย ดังนั้น ผู้เขียนจึงคิดว่า การวิเคราะห์ของ NIE มองปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์และโครงสร้างภายนอกผ่านมิติเดียว นั่นคือ การคิดคำนวณอย่างใช้เหตุผลเป็นหลัก
ส่วนสมมติฐานพื้นฐานว่าด้วยธรรมชาติมนุษย์ของ OIE ความเป็นเหตุผลไม่ได้เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แต่กลับเป็นสัญชาตญาณ (instincts) ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่รูปแบบเดียว ลักษณะของระบบเศรษฐกิจในแต่ละสถานที่หรือยุคสมัยแตกต่างไปตามสัญชาตญาณหลักที่ครอบงำผู้คนในแต่ละสังคม เช่น สังคมที่ขับให้ผู้คนมีสัญชาตญาณ “ความอยากรู้อยากเห็นในยามว่าง” (idle curiosity) โดดเด่นจะทำให้กำเนิดระบบเศรษฐกิจที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น หรือสังคมที่สัญชาตญาณนักล่า (predatory instinct) ครอบงำมักอยู่เคียงคู่กับระบบเศรษฐกิจที่ชนชั้นนำเน้นการใช้ส่วนเกินเพื่อการบริโภคอันหรูหรา บทบาทของสัญชาตญาณในการก่อรูประบบเศรษฐกิจสามารถเห็นได้จากประเด็น “การบริโภคเพื่อโอ้อวด” (conspicuous consumption) ในสังคมทุนนิยมสมัยใหม่ เนื่องจากกิจกรรมแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งในบางระดับของสัญชาตญาณนักล่าในสังคมที่ผู้คนควรถูกผลักดันจากสัญชาตญาณแบบที่เน้นการคำนวณ โดยถ้าหากพิจารณาจากสมมติฐานธรรมชาติมนุษย์ของ NIE การบริโภคเช่นนี้ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก เพราะทำไมผู้คนในสังคมถึงซื้อสินค้าแบบหรูหราในปริมาณที่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ทั้งที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น กระนั้น มนุษย์ยังมีสัญชาตญาณแบบอื่นดำรงอยู่ในตัวเองด้วย กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดูไร้เหตุผลจึงปรากฏขึ้นมาได้
จากการเปรียบเทียบ สมมติฐานว่าด้วยธรรมชาติมนุษย์ของ OIE จึงพิจารณาผู้คนซับซ้อนกว่า NIE เพราะพยายามเข้าไปศึกษาหาสัญชาตญาณภายในตัวมนุษย์
สถาบัน
หลังจากการอภิปรายถึงธรรมชาติของมนุษย์ไปแล้วพอสังเขป ผู้เขียนขอกล่าวถึงสถาบันในฐานะเงื่อนไขอันเอื้อให้มนุษย์สามารถมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจได้มากขึ้น เพราะสถาบันทำหน้าที่เป็นกติกากำหนดรูปแบบของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกัน สถาบันคือโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น (man-made structure) มนุษย์จึงสามารถเปลี่ยนแปลงสถาบัน ถ้าหากสถาบันมันทำงานไม่ได้ผลอีกต่อไป การให้ความสำคัญของสถาบันทั้งของ OIE และ NIE เป็นคุณสมบัติที่ต่างจากเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกซึ่งไม่ค่อยบรรยายถึงบทบาทของสถาบันในระบบเศรษฐกิจนัก (ในความเห็นของผู้เขียน เรื่องที่สามารถเห็นบทบาทของสถาบันได้บ้างคือ เรื่องความล้มเหลวของตลาด (market failure) ซึ่งเป็นสภาวะ “ผิดปกติ” ที่ตลาดไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น)
ผู้เขียนเข้าใจว่า องค์ความรู้ของ OIE เน้นการพิจารณาสถาบันในฐานะข้อตกลงทางสังคม (social conventions) ซึ่งสะท้อนถึงสัญชาตญาณที่โดดเด่นในสังคม เพราะสถาบันที่สอดคล้องกับสัญชาตญาณที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักถูกสร้างขึ้นในนั้น แต่ในหลายครั้ง สถาบันที่อิงกับสัญชาตญาณแบบหนึ่งยังสามารถดำรงอยู่ในสังคมที่ถูกครอบงำด้วยสัญชาตญาณ ดังปรากฏในกรณีของการดำรงอยู่ของการบริโภคเพื่อโอ้อวดในสังคมทุนนิยม โดยหนังสือเล่มนี้ได้เน้นย้ำหลายครั้งว่า เทคโนโลยีคือปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสถาบัน เพราะเทคโนโลยีทำให้มนุษย์ค้นพบรูปแบบการกระทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งยังผลทำให้รูปแบบการจัดวางความสำคัญของสัญชาตญาณเปลี่ยนไป กระนั้น ความเปลี่ยนแปลงของสถาบันไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด เพราะสาเหตุหลายประการ เช่น ผู้คนยังเคยชินกับรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเดิม ยังไม่พร้อมปรับตัวเข้ากับสถาบันแบบใหม่อย่างเต็มที่ หรือการเปลี่ยนแปลงของสถาบันทำให้เกิดการสูญเสียต่อผลประโยชน์ของบางกลุ่มที่อิงกับรูปแบบสถาบันดั้งเดิม ซึ่งสะท้อนถึงสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด การดำรงอยู่ของสถาบันและความเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันจึงขึ้นอยู่กับทั้งปัจจัยที่อยู่ในตัวมนุษย์ โดยเฉพาะสัญชาตญาณที่ก่อรูปความเข้าใจโลกของมนุษย์ และปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมทางสังคม
สำหรับองค์ความรู้ของ NIE สถาบันมุ่งเน้นไปที่การจัดการต้นทุนทางธุรกรรม (transaction costs) ของผู้คน เพราะสถาบันช่วยให้ต้นทุนทางธุรกรรมถูกลงและคำนวณได้ง่ายขึ้น ผ่านการทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ปรากฏในรูปแบบที่แน่นอนและตายตัวขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสถาบันจึงมักเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (cost-benefit analysis) เช่น ข้อเสนอในหนังสือ Economic Origins of Dictatorship and Democracy (2005) ของดารอน อาเซโมกลู (Daron Acemoglu) และเจมส์ โรบินสัน (James Robinson) ซึ่งถกเถียงว่า การเปลี่ยนผ่านของสถาบันทางการเมืองจากระบอบอำนาจนิยมไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เช่น การมีสิทธิ์เลือกตั้งถ้วนหน้า (universal suffrage) เกิดจากการคำนวณของชนชั้นนำว่า ถึงแม้การเลือกตั้งอาจนำไปสู่การใช้นโยบายกระจายทรัพยากรที่ทำให้ต้องเก็บภาษีจากพวกตนเพิ่มขึ้น แต่ยังดีกว่าเจอการลุกฮือปฏิวัติของกลุ่มมวลชนที่อาจจะทำลายฐานทางทรัพยากรของชนชั้นนำแบบเบ็ดเสร็จ ดังนั้น สถาบันในองค์ความรู้ของ NIE จึงเป็นเรื่องของการจัดการต้นทุนและผลประโยชน์มากกว่าการสะท้อนปฏิสัมพันธ์ระหว่างสัญชาตญาณและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจภายนอก
ความแตกต่างในจุดมุ่งเน้นของการวิเคราะห์สถาบันของ OIE และ NIE มีความสอดคล้องกับความแตกต่างในสมมติฐานว่าด้วยธรรมชาติมนุษย์ของทั้งสองแนวคิด กล่าวคือ การวิเคราะห์สถาบันในแนวทางของ OIE พยายามทำความเข้าใจและวิเคราะห์พฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยสัญชาตญาณอันหลากหลายของมนุษย์ ผ่านกระบวนการทำพฤติกรรมเหล่านี้ให้เป็นสถาบัน (institutionalization) ในเงื่อนไขของปัจจัยด้านเทคโนโลยีและสังคมที่ต่างออกไปในแต่ละยุคสมัย ในขณะที่การวิเคราะห์สถาบันในแนวทางของ NIE เน้นไปที่มิติด้านต้นทุนและผลประโยชน์ของพลวัตและผลกระทบของสถาบัน ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความเป็นเหตุเป็นผลในการพิจารณาผลได้และผลเสียทางเศรษฐกิจ
เอกสารอ้างอิง
แมคคอร์มิก, เคน. (2569). ธอร์สไตน์ เวเบลน: ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน. แปลโดย นภนต์ ภุมมา. กรุงเทพฯ: บุ๊คสเคป.
Acemoglu, Daron and James A. Robinson (2006). Economic Origins of Dictatorship and Democracy. New York: Cambridge University Press.