เสรีภาพในเศรษฐศาสตร์ เสรีภาพของใคร? : มโนทัศน์ว่าด้วยเสรีภาพในทางเศรษฐกิจของโจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz)

20 มิถุนายน 2569
655 views

ระบบเศรษฐกิจในโลกปัจจุบันล้วนเป็นระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ในตำราเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหรือเศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิค (neoclassical economics) เชื่อว่า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นระบบที่จัดสรรทรัพยากรโดยใช้กลไกตลาด ผู้คนในสังคมเป็นปัจเจกชนและมีอิสรภาพในทางเศรษฐกิจ ปัจเจกชนตัดสินใจหรือกระทำการได้อย่างอิสระ โดยยึดถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก (self-interest) และเป็นระบบที่ผู้คนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจได้อย่างอิสระผ่านตลาด จึงเรียกว่า ระบบตลาดเสรี

นักเศรษฐศาสตร์อย่างฟรีดริช ฮาเย็ก (Friedrich Hayek) และมิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) ต่างเชื่อว่า ระบบตลาดจะมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อถูกปล่อยให้ทำงานอย่างอิสระ การที่รัฐแทรกแซงตลาดเป็นการละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคล ฮาเย็กได้เคยเขียนหนังสือชื่อ The Road to Serfdom เพื่อย้ำเตือนภัยของการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงเศรษฐกิจว่าจะนำไปสู่ระบอบเผด็จการ ดังนั้นทั้งฮาเย็กและฟรีดแมนจึงสนับสนุนระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบตลาดเสรี เพราะมองว่าระบบทุนนิยมสามารถส่งมอบเสรีภาพได้ดีที่สุด ยิ่งรัฐแทรกแซงเศรษฐกิจน้อยหรือมีกฎระเบียบน้อย ระบบเศรษฐกิจยิ่งทำงานได้ดี อีกทั้งยังเป็นการปกป้องเสรีภาพของปัจเจกชน ความเชื่อนี้แพร่หลายเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในสังคม และเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบของตลาดเสรีสุดโต่งหรือที่เรียกว่า เสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของบทความนี้คือการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรารับรู้กันทั่วไปที่ว่าระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นระบบที่ให้เสรีภาพแก่ผู้คนมากที่สุดถูกต้องเสมอไปหรือไม่ จริงหรือไม่ที่ระบบเศรษฐกิจจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อรัฐไม่เข้ามาแทรกแซง ผู้เขียนจะหยิบยกแนวคิดจากนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลที่มีชื่อว่า โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) จากบางส่วนในหนังสือเรื่อง The Road to Freedom (ถนนสู่เสรีภาพ) (สติกลิตซ์, 2568) มาวิเคราะห์ร่วมกับความคิดของผู้เขียนเองในบทความชิ้นนี้ ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีนัยยะเพื่อเสียดสีหนังสือเรื่อง The Road to Serfdom ของฮาเย็กในประเด็นเรื่องเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (สังเกตได้จากการตั้งชื่อหนังสือ)

โจเซฟ สติกลิตซ์ ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2001 จากผลงานเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์สารสนเทศว่าด้วยข้อมูลอสมมาตร (Asymmetric Information) สติกลิตซ์เคยเป็นประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในรัฐบาลบิล คลินตัน อีกทั้งเขายังเคยเป็นอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกที่เคยออกมาคัดค้านการดำเนินนโยบายการเงินแบบเสรีนิยมใหม่ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เขาได้พยายามโต้แย้งและคัดง้างแนวคิดเสรีภาพของกลุ่มแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่สนับสนุนระบบตลาดเสรีที่ไร้ขอบเขต (สติกลิตซ์เรียกคนกลุ่มนี้รวม ๆ ว่าเป็นกลุ่มฝ่ายขวาทางการเมือง)

เสรีนิยมใหม่เป็นรูปแบบหนึ่งของระบบทุนนิยม แต่สุดโต่งกว่าตรงที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในระบบตลาดอย่างสุดขั้ว จนกลายเป็นตลาดเสรีแบบไร้การควบคุมหรือไร้ข้อจำกัด (Stiglitz, 2024) เสรีภาพทางเศรษฐกิจที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้กันหมายถึงเสรีภาพที่จะกระทำการ เราทำอะไรได้บ้างและทำอะไรไม่ได้ ฝ่ายขวาผู้สนับสนุนเสรีนิยมใหม่มองว่า ข้อห้ามและกฎระเบียบใด ๆ จากรัฐล้วนเป็นการบังคับที่ละเมิดเสรีภาพ การเก็บภาษีหรือกฎระเบียบทางเศรษฐกิจจากรัฐล้วนเป็นการลิดรอนเสรีภาพที่จะใช้เงินได้ตามอำเภอใจของผู้คน เสรีนิยมใหม่ต้องการให้รัฐยุ่งเรื่องเศรษฐกิจน้อยที่สุด ในทางตรงกันข้าม สติกลิตซ์ เริ่มจากการตั้งคำถามว่า เวลาเราพูดหรืออภิปรายใด ๆ ในเรื่องเสรีภาพ เรากำลังกล่าวถึงเสรีภาพของใคร? โดยมองว่าเสรีภาพนั้นควรต้องเชื่อมโยงกับคุณค่าหรือคุณธรรมแบบอื่น อาทิ ความเท่าเทียม ความยุติธรรม และความเป็นอยู่ที่ดีด้วย เสรีภาพจำเป็นต้องมีความสมดุล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพและยุติธรรมยั่งยืน แต่สิ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าที่แนวคิดเสรีนิยมใหม่หลงลืมไป

ในสังคมที่เราอาศัยอยู่ การกระทำใด ๆ ของเราในสังคมล้วนส่งผลกระทบต่อคนอื่นด้วย ในหนังสือเรื่องถนนสู่เสรีภาพ (The Road to Freedom) สติกลิตซ์ใช้คำว่า “เสรีภาพของใครคนหนึ่ง คือการพรากเสรีภาพของใครคนอื่น” (สติกลิตซ์, 2568, หน้า 33) โดยได้ยกตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาว่า กลุ่มฝ่ายขวาได้ผูกขาดความหมายของเสรีภาพ และใช้หลักเสรีภาพแบบผิด ๆ เช่น ใช้ข้ออ้างเรื่องเสรีภาพในการพกพาอาวุธปืน จนนำไปสู่การก่ออาชญากรรม เสรีภาพของผู้ถือครองปืนนี้ย่อมหมายถึงการสูญเสียเสรีภาพของผู้คนที่ถูกคุกคามด้วยปืน (เช่น เหตุกราดยิง) หรือแม้กระทั่งการใช้เสรีภาพเป็นข้ออ้างไม่สวมหน้ากากในช่วงการระบาดของโควิด19 เสรีภาพของผู้ที่เลือกไม่สวมหน้ากาก ย่อมหมายถึงเสรีภาพในการใช้ชีวิตที่ลดลงของคนในสังคมในช่วงการระบาดของไวรัส ทั้งสองตัวอย่าง เสรีภาพของคนกลุ่มหนึ่งถูกวางไว้เหนือเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนกลุ่มอื่น ๆ คือเสรีภาพในการมีชีวิตอยู่

สำหรับผู้เรียนเศรษฐศาสตร์ ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยระบบตลาด เรามีทฤษฎีเรื่องตลาดล้มเหลว (Market Failure) เสรีภาพของเราที่กระทบต่อคนอื่น ๆ ถูกอธิบายผ่านทฤษฎีผลกระทบภายนอก (Externalities) ตลาดก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกเชิงลบ (และเชิงบวก) ต้นทุนการกระทำ (หรือต้นทุนเสรีภาพ) ของผู้คนและบริษัทไม่ได้ถูกนับรวมในราคาของการแลกเปลี่ยน สติกลิตซ์ได้เน้นย้ำว่า ระบบตลาดเสรีล้มเหลวตลอดเวลา เพราะก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกอยู่เสมอ โดยก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกเชิงลบมากเกินไปและเชิงบวกน้อยเกินไป และตัวอย่างที่เด่นชัดมากที่สุดของผลกระทบภายนอกเชิงลบ คือประเด็นเรื่องสภาวะโลกเดือด (climate change) วิกฤตโลกเดือดเกิดมาจากเสรีภาพของคนบางกลุ่มที่ดำเนินกิจกรรมที่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความเสียหายให้สังคมที่พวกเราอยู่ (Cassidy, 2024) ยกตัวอย่างเช่น การที่กลุ่มคนร่ำรวยเดินทางด้วยเครื่องบินไพรเวทเจ็ต (Private Jet) ปล่อยมลพิษมากกว่าคนทั่วไปมหาศาล โดยมลพิษที่ปล่อยมาจากเครื่องบินไพรเวทเจ็ตเพียง 1-2 ชั่วโมง เทียบเท่ามลพิษจากคนทั่วไปเปิดแอร์ตลอดทั้งปี ทุกวันนี้ วิธีการหนึ่งที่ใช้จัดการกับปัญหามลพิษก็คือ การเพิ่มราคาของมลพิษผ่านระบบตลาด หรือการบวกต้นทุนสังคมเข้ากับต้นทุนของผู้ผลิต เพื่อให้ปริมาณมลพิษอยู่ในระดับเหมาะสม เช่น การเก็บภาษีเพิ่ม หรือคาร์บอนเครดิต ผู้เขียนเห็นด้วยกับสติกลิตซ์ที่ว่า วิธีการเหล่านี้ยังไม่สามารถจำกัดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอ เนื่องจากตลาดมีความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล และมีความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งยังเผชิญกับการผันผวนจากการเก็งกำไรของกลุ่มทุน ทำให้กลุ่มทุนไม่ได้แบกรับภาระต้นทุนทางสังคมและยังไม่ได้รับผิดชอบต่อสังคมเท่าที่ควร การใช้กลไกราคาในการแก้ไขปัญหามลพิษ แต่กลับไม่ใช้มาตรการ ข้อห้าม หรือการกำกับดูแล (Regulations) ทำให้กลุ่มทุนและโรงงานอุตสาหกรรมมีเสรีภาพในการปล่อยมลพิษเช่นเดิม ระดับของมลพิษยังคงอยู่ในระดับสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เราควรกลับมาคิดกันว่า การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อสังคมควรถูกนับเป็นเสรีภาพหรือไม่ หรือควรนำการกระทำของรัฐรูปแบบอื่น ๆ มาใช้แก้ไขปัญหาควบคู่กันด้วยหรือไม่

ระเบียบโลกแบบเสรีนิยมใหม่ ที่เกิดขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1970-1980 เป็นต้นมา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโลกาภิวัตน์ มีการเปิดเสรีตลาดการเงิน และการเปิดเสรีการค้า ข้อจำกัดและกฎเกณฑ์ทางการเงินลดลง กำแพงทางการค้าถูกทลายลง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเพิ่มเสรีภาพ รัฐชาติและกฎหมายรัฐมีอำนาจน้อยลง และกลุ่มทุนมีอำนาจเพิ่มขึ้น กระแสเงินทุนสามารถไหลไปได้ทั่วโลกโดยไม่สนใจพรมแดน เกิดบริษัทขนาดใหญ่ที่เอาเปรียบผู้บริโภค ขูดรีดแรงงาน และทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการกระจุกตัวของความมั่งคั่งในเศรษฐกิจอย่างมหาศาล สัดส่วนอัตรากำไรของกลุ่มทุนที่เพิ่มมากขึ้นและสัดส่วนค่าจ้างแรงงานที่ลดลง นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความยากจนตามมา

ในขณะที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่า ตลาดเสรีที่ปราศจากการควบคุมเป็นเสรีภาพของปัจเจกชน และทำให้มีการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ แต่สติกลิตซ์โต้แย้งว่า ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Competitive Market) ตามทฤษฎีนั้นแทบไม่มีอยู่จริง (สติกลิตซ์, 2568, หน้า 166-185) ในทางทฤษฎีนั้น เมื่อมีกำไรเกินปกติเกิดขึ้น จะดึงดูดให้มีผู้ผลิต (Firm) ใหม่ ๆ เข้ามาในตลาด ทำให้เกิดคู่แข่งที่จะดูดซับกำไรจนทำให้ตลาดมีระดับกำไรที่ปกติ แต่ในชีวิตจริง บริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตในปริมาณมากมักมีต้นทุนต่ำกว่าบริษัทขนาดเล็ก ดังนั้น การปล่อยให้ระบบตลาดแข่งขันทำงานโดยไม่มีกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลจากรัฐ มักทำให้เกิดอำนาจเหนือตลาด กลุ่มธุรกิจมีเสรีภาพที่จะสมรู้ร่วมคิดกันที่จะควบรวมทางเศรษฐกิจ เกิดการกระจุกตัวของความมั่งคั่งและทำให้กลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มมีอำนาจทางเศรษฐกิจสูงมากยิ่งขึ้น สามารถกีดกันผู้เล่นหน้าใหม่จนควบคุมตลาดได้ ตลาดแข่งขันจึงแนวโน้มเข้าสู่ตลาดผูกขาดในท้ายที่สุด สติกลิตซ์เห็นว่าตลาดจึงควรถูกกำกับดูแลโดยรัฐและกลไกเชิงสถาบัน เช่น กฎหมายต่อต้านการผูกขาดหรือกฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเกิดการฉ้อฉลและการเอาเปรียบ อย่างไรก็ตาม กลไกเชิงสถาบันมักไม่ค่อยถูกให้ความสำคัญในเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก และมักจะปล่อยให้บริษัทผูกขาดนั้นมีอยู่ต่อไปได้ ระบบเศรษฐกิจที่ไร้การกำกับดูแลควบคุมหรือเสรีภาพในทางเศรษฐกิจที่ไร้ข้อจำกัด จึงกลายเป็นเครื่องมือที่มีอำนาจของผู้ที่ถือครองความมั่งคั่ง จนกลายเป็นเสรีภาพของคนส่วนน้อยไม่กี่กลุ่มที่ถือครองอำนาจทางเศรษฐกิจในการเอาเปรียบสังคม ซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เชื่อว่า หลักเสรีภาพในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมจะทำให้เศรษฐกิจเกิดการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ

ผู้เขียนเห็นว่า เสรีภาพในระบบเศรษฐกิจหรือเสรีภาพในสังคม ไม่ควรหมายความเพียงว่า เสรีภาพที่จะเปิดธุรกิจ หรือเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่จะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงคุณค่าความอยู่ดีมีสุขของผู้คนหรือสังคมด้วย ในทัศนะของ โจเซฟ สติกลิตซ์ เสรีภาพ มีความหมายรวมถึง ชุดโอกาสหรือชุดทางเลือกของบุคคล และเสรีภาพที่จะใช้ชีวิตอย่างมีศักยภาพ (สติกลิตซ์, 2568, หน้า 34) กล่าวคือ ทางเลือกหรือตัวเลือกในการใช้ชีวิตที่ทุกคนจะมีได้สูงสุด โอกาสที่จะเลือกงานที่ทำ การได้ทำตามความฝัน โอกาสในการได้เลื่อนฐานะ โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐานในการใช้ชีวิต สิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง

ผู้เขียนนึกขึ้นได้ว่าในทางสังคมศาสตร์หรือแม้แต่เศรษฐศาสตร์เอง มีอีกคำหนึ่งที่มักถูกหลงลืมไป คือคำว่า อิสระภาพจากความอดอยากและความทุกข์ทรมาน รวมถึงอิสระภาพจากความต้องการพื้นฐาน หมายถึง ผู้คนจะได้ใช้ชีวิตโดยไม่อดอยากและไม่มีความยากลำบาก สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐาน เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลได้โดยไม่มีข้อจำกัดจากความยากจน หรือสามารถเข้าถึงสิทธิที่จะใช้ชีวิตพื้นฐานได้อย่างมีคุณภาพ

ภายใต้ระบบตลาดเสรีแล้ว ทรัพยากรกลายเป็นสินค้าที่แลกเปลี่ยนและจัดสรรผ่านราคาซื้อขาย การจัดสรรทรัพยากรขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่าย ระบบตลาดทำงานด้วยตรรกะว่า คุณมีเสรีภาพที่จะเลือกตราบเท่าที่คุณจ่ายได้ (Callaci, 2024) ดังนั้น คนร่ำรวยจึงสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่า แต่ความต้องการของคนไม่มีเงินไม่ถูกตอบสนอง คนที่มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตได้ และไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ไม่ใช่แค่เพียงการซื้อสินค้าและบริการ แต่รวมไปถึงการเลือกงานอาชีพและการตัดสินใจเรื่องอนาคตด้วย ในท้ายที่สุดแล้ว ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมก็เพิ่มเสรีภาพให้แก่คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคือคนที่มีเงิน แต่จำกัดเสรีภาพในการดำเนินชีวิตของผู้คนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคือคนที่ไม่มีเงิน คนไม่มีเงินกลายเป็นผู้ที่มีทางเลือกจำกัดในการดำรงชีวิต โดยสรุปแล้ว อิสระภาพจากความอดอยาก ไม่สามารถบรรลุได้ภายใต้สังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและความยากจน ที่เกิดจากการเอาเปรียบจากกลุ่มทุนหรือผู้มีอำนาจ กลุ่มทุนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูง มีเสรีภาพในการที่จะเอารัดเอาเปรียบสังคม (แรงงาน ผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม) ได้จนถึงขนาดที่ลดชุดโอกาสและทางเลือกของคนกลุ่มอื่นไป เสรีภาพในเอาเปรียบสังคมของกลุ่มทุนแลกมาด้วยเสรีภาพของแรงงานและคนส่วนใหญ่ในสังคม

หากสรุปตามแนวคิดของสติกลิตซ์ที่ว่า “เสรีภาพของใครคนหนึ่ง คือการพรากเสรีภาพของใครอีกคน” (สติกลิตซ์, 2568,หน้า 83) เสรีภาพทางเศรษฐกิจหรือเสรีภาพบางอย่างที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบภายนอก คุณค่าความยุติธรรม ความอยู่ดีมีสุขของสังคม คุณค่าสังคมประชาธิปไตย เช่น เสรีภาพในการปล่อยมลพิษ เสรีภาพในการเอาเปรียบสังคม เสรีภาพในการขูดรีดแรงงาน สติกลิตซ์เรียกเสรีภาพดังกล่าวว่าเป็น “เสรีภาพของหมาป่าคือความตายของลูกแกะ” (Freedom for wolves means death for lambs) (Stiglitz, 2024) เพราะการที่หมาป่าในฐานะผู้ล่าที่เหนือกว่าออกล่าได้อย่างเสรีสร้างผลเสียให้แก่ลูกแกะที่ด้อยกว่า เปรียบได้กับเสรีภาพที่ล้นเกินของผู้ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูงกว่า (เช่น นายทุน มหาเศรษฐี) ที่ต้องแลกมาด้วยเสรีภาพของคนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจน้อยกว่า (เช่น แรงงาน ผู้บริโภค เกษตรกร) เป็นเสรีภาพของผู้มีอำนาจส่วนน้อยและชนชั้นนำ ที่แลกมาด้วยเสรีภาพของคนสามัญชน

ในบทสรุปปิดท้าย โจเซฟ สติกลิตซ์ ได้เสนอในทางตรงข้ามกับความเชื่อกระแสหลักที่ว่า กลไกควบคุมทางสังคม หรือกลไกควบคุมเชิงสถาบัน หรือแม้กระทั่งบทบาทของรัฐบาลในทางเศรษฐกิจ ไม่ได้บั่นทอนเสรีภาพของปัจเจกเสมอไป แต่ยังทำให้เสรีภาพและสวัสดิการของสังคมเพิ่มขึ้นด้วย ผู้เขียนเห็นว่า ประเด็นเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมหรือโลกเดือด กลุ่มคนยากจนและคนทำงานย่อมได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มคนรวย กลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศรายได้ปานกลาง-ต่ำย่อมได้รับผลกระทบมากกว่าคนที่ใช้ชีวิตในกลุ่มประเทศร่ำรวย การจำกัดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมหรือวิกฤตโลกเดือดด้วยการจำกัดเสรีภาพของกลุ่มทุนและบุคคลไม่ให้ปล่อยมลพิษผ่านกลไกกำกับดูแล ข้อห้ามและกฎระเบียบทางเศรษฐกิจ เช่น การสั่งห้ามใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน การสั่งห้ามอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษ การกำหนดเพดานมลพิษ อาจเป็นการจำกัดเสรีภาพของคนกลุ่มหนึ่งที่จะทำอะไรก็ได้ แต่เป็นการขยายเสรีภาพให้ผู้คนรุ่นต่อไปที่จะอยู่บนโลกโดยที่พวกเขาไม่ต้องแบกรับภาระมหาศาล ดังนั้นจำเป็นต้องมีการจำกัดเสรีภาพในการเอาเปรียบเหล่านี้ เช่น การขยายการคุ้มครองแรงงานและผู้บริโภค เพิ่มอำนาจต่อรองแก่แรงงาน หรือกฎหมายต่อต้านการผูกขาด ซึ่งเป็นการจำกัดเสรีภาพเชิงลบของกลุ่มทุนแต่เป็นการขยายเสรีภาพของแรงงานและผู้บริโภค ทำให้สังคมเกิดความยุติธรรม

ผู้เขียนเห็นว่า ระบบเศรษฐกิจที่ดีจะต้องสร้างขึ้นบนสมดุลของเสรีภาพ ประสิทธิภาพ และความยุติธรรม ระบบเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นผลลัพธ์มาจากความอยุติธรรมและมีการเอาเปรียบโดยผู้มีอำนาจทั้งในปัจจุบันและอดีต ดังนั้นย่อมต้องมีการจำกัดเสรีภาพเชิงลบของผู้เอาเปรียบ หากเสรีภาพหมายถึงการขยายชุดโอกาส ข้อจำกัดเสรีภาพที่สำคัญคือข้อจำกัดทางวัตถุ เช่น ความมั่งคั่งหรือรายได้ ฉะนั้น รัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ต้องมีการเก็บภาษีจากผู้เอาเปรียบและผู้มีอำนาจเพื่อนำความมั่งคั่งและทรัพยากรมากระจายซ้ำสู่สังคมผ่านนโยบายรัฐสวัสดิการ อาทิ การจ้างงาน การรักษาพยาบาล การศึกษา ขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบตลาดไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนได้ บทบาทของรัฐทั้งสองอย่างนี้จะช่วยขยับขยายเสรีภาพและปลดปล่อยข้อจำกัดของผู้คนส่วนใหญ่ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ ผู้เขียนเห็นว่า กลไกควบคุมทางสังคมควรจะกระทำอยู่บนหลักการของประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม มีรัฐบาลประชาธิปไตย และสถาบันทางสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมตกไปสู่การปกครองแบบเผด็จการ สังคมเศรษฐกิจที่ดีจะต้องวางอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตยทางการเมืองและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ มีเสรีภาพ ความยุติธรรม และความอยู่ดีมีสุขควบคู่กัน โดยไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อยเกินไป

อ้างอิง

Stiglitz, J.E. (2024). Freedom for the Wolves. The Atlantic. https://www.theatlantic.com/ideas/ archive/2024/04/neoliberalism-freedom-markets-hayek/678124/

Callaci, B. (2024, July 03). Joseph Stiglitz and the Limits of Liberal Freedom. Jacobin. https://jacobin.com/2024/07/joseph-stiglitz-road-to-freedom-review

Cassidy, J. (2024, April 25). Joseph Stiglitz and the Meaning of Freedom. The New Yorker. https://www.newyorker.com/news/our-columnists/joseph-stiglitz-and-the-meaning-of- freedom

สติกลิตซ์, โจเซฟ (2568). ถนนสู่เสรีภาพ (สฤณี อาชวานันทกุล, ผู้แปล). สำนักพิมพ์ Salt (ผลงานต้นฉบับตีพิมพ์ในปี 2024)

เสฏฐวุฒิ พิลา
นักศึกษาเศรษฐศาสตร์นอกกระแส เชื่อว่าสังคมที่ความเสมอภาค เท่าเทียม และยุติธรรมล้วนเป็นไปได้และมีอยู่จริง เชื่อมั่นในรัฐสวัสดิการ ประชาธิปไตย และสังคมนิยม