หกโมงเช้าในวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 คนกลุ่มหนึ่งตื่นขึ้นมาเข้าแอป “เป๋าตัง” กดรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งต้องเดินทางไปธนาคารกรุงไทยเพื่อยืนยันตัวตนรับสิทธิ ภาพคนจำนวนมากไปต่อคิวรอปรากฏในสื่อ ผู้ใช้บริการบางสาขาจัดระเบียบด้วยการถอดรองเท้าเข้าคิวก่อนธนาคารเปิด แต่บางสาขาก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเนื่องจากเมื่อธนาคารเปิดประตูก็เปิดให้ผู้มารอเข้าไปโดยไม่ทำการจัดคิว ผู้มาทีหลังได้รับบริการก่อนและสร้างความไม่พอใจให้กับผู้มาถึงธนาคารก่อนฟ้าสาง บางสาขาก็มีการทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้นเพราะไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของรองเท้าตัวจริง ย้อนไปสัปดาห์ก่อนหน้าเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โศกนาฏกรรมรถไฟพุ่งชนรถเมล์ที่แยกอโศก ดินแดงและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย เหตุการณ์ข้างต้นเป็นตัวอย่างที่ถูกเชื่อมโยงกับความไร้ระเบียบวินัยของคนในสังคมไทย

ที่มา: แนวหน้าออนไลน์
เมื่อระเบียบวินัยของคนไทยเป็นประเด็นถกเถียงขึ้นมา ประเทศและคนญี่ปุ่นมักเป็นบรรทัดฐานสำหรับระเบียบวินัยในสายตาคนไทยอยู่บ่อยครั้ง (หรืออาจรวมถึงสายตาของชาวโลกเสียด้วยซ้ำ) ภาพความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการเข้าคิวรอร้านอาหาร รถไฟ เข้าชมการแสดง ไปจนถึงการรวมตัวกัน ณ จุดรวมพลเมื่อเกิดภัยพิบัติ เหตุการณ์เทียบเคียงโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ก็คือการหยุดรถมองซ้ายขวาอย่างระมัดระวังก่อนข้ามทางรถไฟทุกครั้ง แม้จะยังไม่มีสัญญาณเตือนหรือไม้กั้นที่กดลงมาก็ตาม เจ้าของรถบางคันถึงกับชี้มือไม้ตรวจสอบด้านซ้ายและขวาเพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยก่อนออกรถข้ามทางรถไฟ หรือแม้แต่ทางแยกในซอยที่ไม่มีสัญญาณไฟ ผู้ขับขี่จะหยุดรถและสำรวจทางแยกก่อนเลี้ยวเสมอพร้อมเปิดสัญญาณไฟทุกครั้งก่อนถึงทางแยก
กระนั้นเอง การเหมารวมว่าคนญี่ปุ่นมีระเบียบวินัยมากกว่าหรือจิตสำนึกต่อส่วนรวมมากกว่าคนไทยโดยเนื้อแท้คงไม่ถูกต้องนัก “คันโตชิดซ้าย คันไซชิดขวา” เป็นมารยาทการใช้บันไดเลื่อนที่แตกต่างกันของสองภูมิภาค ในแถบคันโต (จังหวัดโตเกียว คานากาวะ ชิบะ อิบารากิ ไซตามะ กุนมะ และโทจิกิ) คนจะเรียงแถวกันขึ้นลงบันไดเลื่อนในทางซ้าย เว้นที่ทางขวาไว้สำหรับการเดินขึ้นลง ในขณะที่แถบคันไซ (จังหวัดโอซากา เกียวโต เฮียวโกะ นารา ชิกะ วากายามะ มิเอะ) เรียงแถวขึ้นลงทางขวาและเว้นที่ไว้ทางซ้าย ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าหากระเบียบวินัยเกิดขึ้นเพราะสำนึกในระดับบุคคล ก็จะไม่สามารถอธิบายระเบียบในประเทศเดียวกันที่มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
บทความนี้จึงต้องการเสนอว่าสังคมที่มีระเบียบวินัยไม่ได้มีพื้นฐานระดับปัจเจก แต่กลับเป็นสิ่งปลูกสร้างทางสังคม (social construct) ที่มีกลไกในการกำกับดูแลหลายประการร่วมกัน ตัวอย่างเช่นการรอคิวจ่ายเงินในร้านสะดวกซื้อที่ต่อกันเป็นแถวเดียว คนที่มาก่อนย่อมได้จ่ายเงินก่อนต่างจากการต่อแถวแยกในประเทศไทย วิถีนี้เกิดขึ้นเพราะร้านสะดวกซื้อมีการจัดสรรพื้นที่ในร้านเพื่อการต่อแถวในลักษณะดังกล่าว มีการติดสติ๊กเกอร์บนพื้นไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเข้าคิวจ่ายเงินตรงไหน ร้านอาหารยอดนิยมที่ต้องต่อคิวรอกันหน้าร้านก็มักจะมีการจัดการให้รอคิว ณ จุด ๆ หนึ่งอย่างเป็นระเบียบโดยไม่รบกวนการสัญจรคนอื่น ๆ บนทางเท้า อีกตัวอย่างหนึ่งคือการไม่คุยโทรศัพท์หรือคุยกันเสียงดังบนขบวนรถไฟ (แม้ว่าคนญี่ปุ่นเองจะเสียงดังบางครั้งโดยเฉพาะในวันหยุดหรือช่วงกลางคืน) รวมถึงการปิดเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ ก็มีการแจ้งเตือนบนป้ายดิจิทัลในขบวนรถไฟสม่ำเสมอ มีการจัดที่ทางท้ายขบวนสำหรับการคุยโทรศัพท์โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นจริง ๆ
ในขณะเดียวกัน ผู้ขาดสติ ละเลย ไม่ยึดถือกฎเกณฑ์ หรือปฏิบัติตนโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่นก็อาจจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากเพื่อนร่วมสังคม (peer pressure) เป็นบทลงโทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น เช่น รถที่หยุดทับทางม้าลายมักถูกคนข้ามมองด้วยสายตาโกรธเคืองหรืออาจมีเสียงบ่น คนขับรถที่ไม่ยอมเคลื่อนรถออกทันทีเมื่อสัญญาณไฟเป็นสีเขียวก็อาจจะถูกบีบแตรเตือนอย่างยาวนานจนเกิดความอับอาย สำหรับการแหวกขนบเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การข้ามถนนนอกเวลาสัญญาณข้ามเมื่อไม่มีรถ การขับขี่จักรยานบนทางเท้าในจุดที่มีทางจักรยานบนท้องถนน คนอื่น ๆ ก็อาจจะมองว่า “ไม่เป็นไร” เช่นเดียวกันกับสังคมไทย ความเคารพและเกรงอกเกรงใจต่อผู้อื่นในที่สาธารณะ ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็น “สถาบันแบบไม่เป็นทางการ” ประเภทหนึ่ง
ความหมายและประเภทของสถาบัน
สถาบัน (institution) ในบริบทของวิชาเศรษฐศาสตร์ หมายถึง กฎเกณฑ์ที่กำหนดพฤติกรรมคนในสังคม Douglas North (อ้างจาก Hodgson, 2025) กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างสถาบันแบบเป็นทางการ (formal institution) เช่น รัฐธรรมนูญ กฎหมาย สิทธิในทรัพย์สิน) กับสถาบันแบบไม่เป็นทางการ (informal institution) เช่น ประเพณี วัฒนธรรม บรรทัดฐานทางสังคม) ว่าอยู่ที่ลักษณะในการบังคับใช้ สถาบันทั้งสองรูปแบบกำหนดพฤติกรรมคนในสังคมทั้งในเชิงป้องกันและกำหนดบทลงโทษ กล่าวคือผู้คนหลีกเลี่ยงการทำผิดต่อกฎเกณฑ์และได้รับผลกระทบซึ่งเป็นต้นทุนที่ตามมา สถาบันแบบเป็นทางการบังคับใช้ผ่านกระบวนการยุติธรรมโดยมีบทลงโทษเป็นการปรับหรือการจำกัดอิสรภาพ ในขณะที่สถาบันแบบไม่เป็นทางการบังคับใช้ผ่านเพื่อนร่วมสังคมที่สร้างต้นทุนให้กับผู้ไม่ทำตามขนบ (“Informal norms are enforced usually by your peers or others who impose costs on you if you do not live up to them.”)
วิถีปฏิบัติหลายประการของสังคมญี่ปุ่นดังที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น เป็นส่วนประกอบของผลจากสถาบันทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการที่ยึดถือมาช้านานแตกต่างกันไป ว่ากันว่าการชิดซ้ายในแถบคันโตนั้นมีรากฐานมาจากยุคโบราณที่ซามูไรสะพายดาบไว้ด้านซ้ายมือ การชิดซ้ายและให้คนเดินผ่านทางด้านขวาจึงเหมาะสมกว่าเพื่อไม่ให้ชนดาบที่สะพายอยู่ ในขณะที่การชิดขวาในแถบคันไซมีที่มาจากการจัดงาน World Expo ในปี ค.ศ. 1970 ณ กรุงโอซากา ที่มีการรณรงค์ให้ปฏิบัติตามวัฒนธรรมตะวันตก
ทั้งนี้ สถาบันแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการนั้นอาจไม่ได้เป็นกลไกที่แยกขาดกันโดยอิสระ กล่าวคือเมื่อการคำนึงถึงผู้อื่นในที่สาธารณะกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปยึดถือแล้ว ก็อาจส่งผลให้อัตราการก่ออาชญากรรมที่ต้องบังคับใช้สถาบันแบบเป็นทางการน้อยลง ในทางกลับกัน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ก็อาจส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมที่ไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญผู้อื่นจนกลายเป็นวิถีปฏิบัติได้ นอกจากนั้น เครื่องมือที่ช่วยให้คนเข้าใจและยึดถือสถาบันทั้งสองแบบก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หากเทียบเคียงกับกรณีของทางข้ามรถไฟในโตเกียวที่มีอยู่นับไม่ถ้วน แต่ละจุดไม่มีคนประจำการอยู่ ณ ทางข้าม ทั้งหมดเป็นระบบอัตโนมัติ เส้นกั้นตำแหน่งรถยนต์ชัดเจน ไม้กั้นปิดลงโดยสนิท มีสัญญาณไฟบอกชัดว่ารถไฟที่กำลังผ่านมาจากฝั่งซ้าย ขวา หรือมีสองขบวนที่วิ่งมาจากทั้งสองทางดังภาพด้านล่าง เสียงเตือนรถไฟดังในระดับที่เหมาะสมและได้ยินชัด

แม้ว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ณ ทางข้ามรถไฟในประเทศญี่ปุ่นจะแทบไม่แตกต่างจากในประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างรถไฟในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ประเด็นสำคัญก็คือการสร้างวิถีปฏิบัติจากการผสานผลของสถาบันที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการนั้น เป็นกระบวนการที่อาจใช้เวลานานมาก กว่าที่คนในสังคมจะยอมรับและยึดถือเป็นปกติ
รากฐานระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่น
การสืบค้นต้นทางของสังคมที่มีระเบียบวินัยของประเทศญี่ปุ่นนั้นคงเป็นการยากที่จะชี้ชัดลงไปที่เหตุการณ์หนึ่งใดอย่างเฉพาะเจาะจง หากมองย้อนเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ก็จะพบว่าระเบียบวินัยอาจเป็นส่วนสำคัญที่สร้างความรู้สึกร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียว (solidarity) ของทั้งประเทศหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และนำไปสู่ความเป็นเลิศในด้านเศรษฐกิจหรือการทหาร เริ่มตั้งแต่ในปัจจุบันที่เราก็คุ้นชินกับวัฒนธรรมองค์กรเอกชนที่แข็งตัว หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นยุคฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างน่าอัศจรรย์ ในยุคเมจิที่เร่งการสร้างความทันสมัยเพื่อป้องกันการล่าอาณานิคมจากฝั่งตะวันตก หรือยุคเอโดะที่มีการจัดชั้นทางสังคมเพื่อแบ่งแยกหน้าที่กันชัดเจน ลักษณะในแต่ละยุคสมัยสะท้อนถึงโครงสร้างทางสังคมและหน้าที่ที่มาพร้อมวิถีการปฏิบัติรูปแบบหนึ่ง ๆ ของคนแต่ละกลุ่มในสังคมเสมอ
งานศึกษาชิ้นหนึ่งที่อาจเชื่อมโยงกับประเทศญี่ปุ่นได้คือ Michalopoulos & Meng Xue (2021) พวกเขาศึกษาคติชน (folklore) กว่าพันชิ้นทั่วโลกเพื่อนำมาเชื่อมโยงกับลักษณะของแต่ละประเทศในปัจจุบัน ส่วนที่เกี่ยวข้องกันก็คือในพื้นที่ที่คติชนกล่าวถึงเทพเจ้าหรือสิ่งเหนือธรรมชาติที่ใช้อำนาจสร้างภัยพิบัติก็จะสัมพันธ์กับความถี่ในการเกิดภัยพิบัติเหล่านั้น ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะที่เกิดแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้งซึ่งก็สัมพันธ์กันกับคติชนที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหว
คติชนในอดีตยังสัมพันธ์กับพฤติกรรมของคนในแต่ละประเทศในปัจจุบันอีกด้วย ตัวอย่างเช่น คติชนที่เล่าเรื่องการทำผิดกฎบางอย่างของสังคม ผลลัพธ์สองประการคือคนทำผิดได้รับการลงโทษและไม่ได้รับการลงโทษ ประเทศในกลุ่มที่ได้รับการลงโทษมีความไว้วางใจคนในสังคมมากกว่าประเทศอีกกลุ่มหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ ลักษณะประชากรเหล่านี้ยังส่งต่อไปสู่รุ่นต่อรุ่นด้วย
ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้เป็นประเทศที่มีทรัพยากรครบถ้วน ต้องนำเข้าทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำมัน อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง การออกแบบกลไกที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันย่อมมีความจำเป็น ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สถาบันทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการเกิดขึ้นและตั้งอยู่จนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น หากประเทศไทยจะเป็นสังคมที่มีระเบียบวินัยมากขึ้นเพื่อป้องกันความขัดแย้งหรืออุบัติเหตุ ก็จะต้องมีกลไกเพื่อกำกับพฤติกรรมของคนไทยจนกลายเป็นวิถีปฏิบัติในระยะยาว เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์บนทางข้ามนั้นก็จะเห็นปัจจัยแวดล้อมได้กว้างไกลขึ้นกว่าการมองว่าเป็นปัญหาระดับปัจเจก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจราจรติดขัดสะสม การเปิดทางเลี้ยวที่ส่งผลให้รถทางตรงข้ามทางรถไฟไปได้ยาก การบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด รวมถึงความรู้สึกของผู้ใช้รถใช้ถนนว่าการฝ่าไม้กั้นเป็นแค่เรื่อง “ปกติ” หรือ “ไม่เป็นไร” ในประเทศไทยเองก็ถือว่ามีการพัฒนาขึ้นบ้างในบางส่วน ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยแรกที่รถไฟฟ้าเพิ่งเริ่มดำเนินการ ไม่มีจุดบอกว่าให้คนรอขึ้นรถไฟเข้าแถวได้ตรงไหนได้บ้างในชานชาลา การลัดคิวจึงเกิดขึ้นบ่อยกว่าในปัจจุบันที่จุดรอคิวมีความชัดเจน จนกลายเป็นวิถีปฏิบัติที่ป้องกันปัญหาการแซงคิวรวมถึงยังอาจสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการแซงคิวไปในขณะเดียวกัน การประสานทั้งเครื่องมือ การกำกับดูแลด้วยสถาบันแบบทางการและไม่เป็นทางการ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการกรอบพฤติกรรมคนในสังคม แม้ว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะเกิดเป็นรูปธรรมก็ตาม
เอกสารอ้างอิง
Hodgson, G. M. (2025). Formal and informal institutions: Some problems of meaning, impact, and interaction. Journal of Institutional Economics, 21. https://doi.org/10.1017/s1744137424000249
Michalopoulos, S., & Xue, M. M. (2021). Folklore. The Quarterly Journal of Economics, 136(4), 1993–2046. https://doi.org/10.1093/qje/qjab003