ท่ามกลางกระแสความผันผวนของโลกในยุควิกฤตซ้ำซ้อน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ “ร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 - 2575)” โดยหนึ่งในเสาหลักที่ถูกจับตามองคือ “เสาหลักที่ 3: การยกระดับทุนมนุษย์” (หน้า 131 - 135) ซึ่งรัฐหมายมั่นปั้นมือให้เป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูปโครงสร้างประชากร การศึกษา แรงงาน และสวัสดิการ เพื่อฉุดนำประเทศไทยให้พ้นจากหลุมพรางผลิตภาพต่ำและสังคมสูงวัยระดับสุดยอด
อย่างไรก็ดี เมื่อพินิจพิเคราะห์เนื้อหาสาระในร่างแผนดังกล่าวแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการกำกับดูแลที่ยังคงอิงกับส่วนกลางเป็นหลัก โดยการตั้งเป้าหมายในลักษณะองค์รวมร้อยเรียงออกมาเป็น Shopping List ที่ขาดการจัดลำดับความสำคัญอย่างชัดเจน ซึ่งอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการนำไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ในวันนี้ สิ่งสำคัญที่ภาครัฐควรคำนึงถึงคือ การเปลี่ยนผ่านบทบาทจากการควบคุมทิศทางโดยตรง ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อวางรากฐานให้ระบบนิเวศสามารถขับเคลื่อนตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในร่างแผนฉบับรับฟังความคิดเห็น สังเกตุได้ว่ารัฐพยายามจะตอบสนองต่อเมกะเทรนด์ (Megatrends) ทุกด้านพร้อมกัน ตั้งแต่การขับเคลื่อนทักษะดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทักษะสีเขียว (Green Skills) ไปจนถึงการจัดตั้งระบบกระเป๋าเครดิต Wallet พัฒนาสมุดพกทักษะดิจิทัล (Digital Skill Passport) และการใช้ระบบแพทย์แม่นยำตรวจรหัสพันธุกรรม (Genomics) เพื่อคัดกรองโรค ซึ่งการกำหนดเป้าหมายที่กว้างและหลากหลายเช่นนี้ สะท้อนถึงวิธีคิดแบบเส้นตรง (Linear Thinking) ที่เชื่อว่าหากรัฐป้อนนโยบายเฉพาะส่วนเข้าไป ประชาชนจะซึมซับและกลายเป็นกำลังคนสมรรถนะสูงตอบโจทย์เศรษฐกิจได้ทันที อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบันที่มีความเป็นพลวัตสูงนั้น ทักษะเฉพาะทาง (Hard Skills) นับวันจะมีอายุการใช้งานที่สั้นลงเรื่อยๆ การที่ภาครัฐวิ่งไล่ตามเทคโนโลยีแล้วกำหนดหลักสูตรแบบเหมาโหล (One-size-fits-all) เพื่อทำกระบวนการ Upskill หรือ Reskill ให้แก่คนแต่ละรุ่น จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่อาจจะเหนื่อยเปล่าและขาดวิสัยทัศน์ในเชิงระบบ
หากจะเปรียบการพัฒนาทุนมนุษย์กับการปลูกพืช มนุษย์ย่อมเติบโตได้ดีในระบบนิเวศที่เหมาะสม การเริ่มต้นพัฒนาไม่ควรเริ่มจากการยัดเยียดองค์ความรู้สำเร็จรูปหรือสารบำรุงเข้มข้น แต่ควรเริ่มจากการ “พรวนดิน” ปรับสภาพหน้าดินให้ร่วนซุย แข็งแรง และมีภูมิต้านทานเสียก่อน หากดินมีคุณภาพดี ปลูกพืชชนิดใดก็ย่อมเจริญงอกงาม ในบริบทประเทศไทย "สภาพดิน" หรือรากฐานที่กำลังวิกฤต สะท้อนชัดผ่านคะแนนสอบประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) ที่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องทุกปี แม้ว่าเนื้อหาวิชาบังคับในโรงเรียนจะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ขาดหายไปไม่ใช่ความรู้ที่ก้าวหน้า หรือหลักสูตร AI ขั้นสูง แต่คือ ทักษะฐานรากที่พึงมี (Foundational Skills) อันประกอบด้วย:
1. กระบวนการคิดเชิงตรรกะและวิทยาศาสตร์ (Logic and Critical Thinking) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แยกแยะข้อเท็จจริงในยุคสารสนเทศที่มีข้อมูลมหาศาล
2. การอ่านจับใจความ (Reading Comprehension) ทักษะการอ่านให้เข้าใจและสามารถตีความได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นประตูบานแรกสู่การเรียนรู้ด้วยตนเอง
3. ทักษะการคำนวณขั้นพื้นฐาน (Basic Numeracy) การเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขและการคิดเชิงระบบ หากปราศจากทักษะฐานรากและสุขภาวะที่ดี (ทั้งกายและใจ) การที่รัฐพยายามอัดฉีดงบประมาณเพื่อฝึกอบรมทักษะระดับสูง ก็ไม่ต่างจากการโรยเมล็ดพันธุ์ราคาแพงลงบนดินที่แข็งกระด้าง เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นย่อมไม่สามารถหยั่งรากและแห้งตายไปในที่สุด
รัฐพึงตระหนักว่า ตลาดและเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านไปไกลเกินกว่าที่ระบบราชการจะคาดการณ์ได้ บทบาทของภาครัฐในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้กำหนดแนวทางดำเนินชีวิตของประชาชน มาเป็นการสร้างโอกาสและสิ่งแวดล้อมที่ยืดหยุ่นแทน โดยการการแปรสภาพมาเป็น “ผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต” (Ecosystem Builder) การสร้างภูมิคุ้มกันและนิเวศการเรียนรู้ที่ดี สามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่ง่าย และไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เช่น การเข้าถึงทรัพยากรเรียนรู้อย่างเท่าเทียม โดยปรับเปลี่ยนสถานศึกษาและห้องสมุดชุมชนให้เป็น "พื้นที่เรียนรู้สาธารณะแบบเปิด" (Public Learning Commons) ที่ทันสมัยและเข้าถึงฟรี สวัสดิการพื้นฐานที่ลดความเครียด เช่น การยกระดับสุขภาวะเชิงป้องกันที่ไม่เพิ่มค่าครองชีพ เพื่อให้ประชาชนมี “พื้นที่สมอง” และพลังงานเหลือพอสำหรับการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
เมื่อรัฐสร้าง “สภาพดิน” ที่ดี มีตรรกะ มีทักษะการอ่านจับใจความ มีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และเข้าถึงทรัพยากรได้โดยง่าย มนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลวัตจะรับรู้และแสวงหาเองว่าตนเองจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้า โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องตรากฎหมายหรือสร้างแพลตฟอร์มอันสลับซับซ้อนมาคอยบังคับควบคุม ดังนั้น ในเสาหลักการยกระดับทุนมนุษย์ เราอาจจำเป็นต้องทบทวนในเชิงปรัชญาและวิธีคิด มีความกล้าพอที่จะสลัดทิ้งความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง ให้มี "ความง่ายแต่ทรงพลัง" คือการสร้างระบบนิเวศและทักษะฐานราก ให้เป็นวาระเร่งด่วนอันดับแรก
ดังนั้น หากพลิกมุมคิดจากการ "วิ่งไล่ตามโลกเพื่อยัดเยียดทักษะ" มาเป็นการ "เตรียมคนให้พร้อมเพื่อออกไปเรียนรู้โลก" แผนฉบับนี้น่าจะมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะ “ซ่อมและเสริมรากฐาน” ของประเทศได้จริงตามเป้าหมาย มิฉะนั้น แผนฉบับนี้อาจเป็นเพียงแนวทางในทางทฤษฎีอีกหนึ่งฉบับที่ยากจะนำไปสู่การปฏิบัติจริง ในขณะที่ขีดความสามารถของทุนมนุษย์ไทยอาจต้องเผชิญกับข้อจำกัด และส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้