The Good Earth เป็นนิยายภาษาอังกฤษว่าด้วยวัฒนธรรมจีนและวิถีชีวิตของชาวนาในชนบทในยุคต้นศตวรรษที่ 20 โดยเล่าผ่านชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มถึงวัยชราของตัวละครหลักชื่อว่า หวางหลุง (Wang Lung) ตีพิมพ์ในปี 1931 และมียอดขายสูงสุดในสหรัฐอเมริกา 2 ปีซ้อน คือปี 1931 และ 1932 ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขาเรื่องแต่ง (Pulitzer Prize for Fiction) ในปี 1932 ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนต์ฮอลลีวูดและละครเวทีในสหรัฐอเมริกา ถูกแปลเป็นภาษาจีนและได้รับการยกย่องว่าเป็นการเล่าถึงชนบทจีนที่ “สมจริง” และอาจจะเป็น “นิยายจีน” เล่มสำคัญเล่มแรกที่เกี่ยวกับชาวนา (pp.105-106)1) แต่งโดย เพิร์ล เอส. บั๊ก (Pearl S. Buck) ซึ่งเป็นนักเขียนหญิงชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม (Nobel Prize in Literature) ในปี 1938 คำประกาศเกียรติคุณของคณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลระบุว่า บั๊กได้รับรางวัล “จากคำบรรยายชีวิตชาวนาในจีนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียดและทรงพลังยิ่งรวมถึงผลงานชีวประวัติชิ้นเอกของเธอ”2) จากคำประกาศเกียรติคุณนี้ The Good Earth และเรื่องราวชีวิตของหวางหลุงมีส่วนสำคัญในการส่งเธอสู่รางวัลโนเบล กล่าวได้ว่า นี่คือผลงานที่สร้างความสำเร็จให้บั๊กมากที่สุด ทั้งด้านชื่อเสียงในฐานะนักเขียนและด้านรายได้
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมชาวอเมริกันอย่างบั๊กจึงสามารถเขียนหนังสือเกี่ยวกับชาวนาจีนจนเป็นที่ยอมรับทั้งในจีนและในสหรัฐอเมริกา และทำไมคนอเมริกันจึงสนใจอ่านเรื่องราวของชาวนาธรรมดาในประเทศจีนอย่างหวางหลุงจนทำให้ The Good Earth ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
บั๊กเกิดในปี 1892 พ่อและแม่ของเธอเป็นมิชชันนารีอเมริกันที่ทำงานเผยแพร่ศาสนาในจีนมานาน ขณะตั้งครรภ์ พ่อและแม่ของเธอเดินทางไปคลอดเธอที่สหรัฐอเมริกา แล้วก็พาเธอเดินทางกลับไปจีนเมื่อเธออายุ 4 เดือน บั๊กเติบโตที่เมืองเจิ้นเจียง (Zhenjiang) ประเทศจีน พูดและเขียนได้ทั้งอังกฤษและจีน เช่นเดียวกับที่เรียนรู้วัฒนธรรมจีนไม่น้อยกว่าวัฒนธรรมตะวันตก เธอเดินทางออกจากจีนครั้งแรกในปี 1910 เพื่อเรียนระดับวิทยาลัยที่ Randolph-Macon College ในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อสำเร็จการศึกษาเธอกลับไปจีนอีกครั้ง บั๊กแต่งงานในปี 1917 กับนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตรชาวเมริกันชื่อว่า จอห์น ลอสซิง บั๊ก (John Lossing Buck)3) ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับเกษตรกรรมในประเทศจีน ด้วยเหตุนี้เองบั๊กจึงมีโอกาสเดินทางไปเก็บข้อมูลภาคสนามจากเกษตรกรในชนบทร่วมกับสามี ด้วยประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้ชีวิตของชาวนาในประเทศจีนผสานกับประสบการณ์เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนตั้งแต่เด็ก ในช่วงปลายทศวรรษ 1920 หวางหลุงและ The Good Earth ก็ถือกำเนิดขึ้น
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันแต่งงานของหวางหลุงในวัยหนุ่มซึ่งเป็นชาวนายากจนกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกขายเป็นคนใช้ในบ้านเศรษฐีประจำเมืองตั้งแต่เด็กชื่อว่า โอลัน (O-Lan) งานแต่งเป็นไปอย่างเรียบง่าย เจ้าบ่าวอาบน้ำด้วยน้ำหนึ่งถังซึ่งเป็นการอาบน้ำทั่วตัวครั้งแรกหลังจากไม่ได้อาบมานาน เดินเท้าออกจากบ้านไปตัดผม ซื้อวัตถุดิบมาเตรียมไว้สำหรับทำอาหารเลี้ยงแขกในงานแต่งงาน แล้วก็ไปรับตัวเจ้าสาวกลับมาบ้าน จากนั้นก็เชิญญาติและเพื่อนบ้านไม่กี่คนมารับประทานอาหารที่เจ้าสาวเป็นคนทำ ชีวิตหลังแต่งงานก็เป็นไปแบบอัตคัดเหมือนเดิม ทั้งสองทุ่มเทแรงกายทำงานในที่นาทุกวัน แม้แต่วันคลอดลูกคนแรก โอลันกำลังเก็บข้าวสาลีอยู่กับหวางหลุงในนา ก่อนที่จะกล่าวว่า "ฉันเห็นจะออกลูกแล้วละ” (p.68)4) แล้วเธอก็เดินเข้าไปในบ้าน ปิดประตูห้อง แล้วเจ็บปวดกับการคลอดลูกอยู่คนเดียว เมื่อการคลอดผ่านพ้นไปเธอตัดรกและทำความสะอาดคราบเลือดในห้อง ในวันรุ่งขึ้นเธอลุกขึ้นมาหุงหาอาหาร และจากนั้นอีกไม่กี่วันก็ออกไปทำงานในนาเหมือนที่เคยทำ
ความทรหดอดทนในการทำงานและความผูกพันกับผืนดินคือภาพที่บั๊กพยายามจะบรรยายให้ผู้อ่านรับรู้เกี่ยวกับเกษตรกรในชนบทจีน หวางหลุงและโอลันช่วยกันทำงานหนักและมัธยัสถ์ในการใช้จ่าย พวกเขาเริ่มมีเงินเก็บและสามารถซื้อที่ดินเพิ่ม ความเป็นอยู่ของพวกเขาเหมือนจะดีขึ้น แต่ชีวิตของพวกเขาก็ยังแสนเปราะบาง ในปีหนึ่ง พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะฝนแล้งยาวนานทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกได้และอาหารก็ขาดแคลนอย่างหนัก ความอ่อนแอจากการขาดสารอาหารทำให้ลูกคนหนึ่งของพวกเขาตายในวันคลอด ความหิวทำให้พวกเขาเห็นความตายยืนอยู่ตรงหน้า หวางหลุงตัดสินใจว่าจะต้องนั่งรถไฟไปเมืองทางใต้เพื่อหนีจากทุพภิกขภัยครั้งนี้ แต่พวกเขาไม่มีเงินค่าเดินทาง โอลันกล่าว “เราจะไม่ขายที่ดินของเราอย่างแน่นอน... มิฉะนั้นเมื่อเรากลับมาจากใต้ เราจะไม่มีอะไรทำเลี้ยงชีวิต แต่เราจะขายโต๊ะ ขายเตียงสองเตียงและที่นอน ม้านั่งสี่ตัวตลอดจนหม้อเหล็กบนเตาไฟด้วย…” (p.120) เมื่อไปถึงเมืองทางใต้ พวกเขาดีใจที่พบว่าอาหารไม่ได้ขาดแคลนเหมือนที่บ้านเกิด หวางหลุงทำงานเป็นกุลีลากรถ ส่วนโอลันก็พาลูกๆ ไปขอทาน แต่ทว่าเงินที่ได้กลับแทบไม่พอใช้ อาหารที่หาได้ก็แทบไม่พอกิน ต้องอาศัยในกระท่อมสัปปะรังเคที่เอาเศษขยะมาประกอบเป็นผนังและหลังคา การทำงานหนักในเมืองไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นเลย เมื่อหวางหลุงพาครอบครัวเดินทางออกจากเมืองทางใต้และกลับถึงบ้าน มิตรภาพจากเพื่อนบ้านของเขายังคงอยู่และช่วยเขาพลิกฟื้นผืนดินที่เคยแห้งแล้งให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง การทำงานหนักและผืนดินของเขาทำให้เขาค่อยๆ ตั้งตัวได้ เขาสะสมที่ดินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนร่ำรวยกลายเป็นเจ้าที่ดินในที่สุด
คติสำคัญของเรื่องก็คือ ชนบทและผืนดินคือความหวังและความสงบสุข แต่เมืองกลับปราศจากโอกาสและเต็มไปด้วยความยากลำบาก มีอีกหลายเหตุการณ์ในเรื่องที่สะท้อนคตินี้ เช่น ตอนที่หวางหลุงเข้าไปตัดผมในเมืองในเช้าวันแต่งงาน แล้วโดนช่างตัดผมล้อเลียนความซื่อเซ่อแบบชาวนาชนบทของเขา ทำให้เขา “รู้สึกไม่พอใจคนในเมืองเหล่านี้อย่างยิ่งตามเคย ถึงแม้ว่าพวกนี้จะเป็นเพียงช่างตัดผม และเป็นคนชั้นต่ำที่สุดก็ตาม” (p.41) หรือหลังจากที่เขาร่ำรวยมากขึ้น เขารับหญิงสาวคนหนึ่งมาเป็นภรรยาน้อย ซื้อบ้านเศรษฐีประจำเมืองที่โอลันเคยทำงานเป็นคนใช้ แล้วก็พาทุกคนในครอบครัวเข้าไปอาศัยอยู่ในนั้น เมื่อมีความวุ่นวายเกิดขึ้นในบ้านโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับภรรยาใหม่ เขาก็จะออกไปยังที่นา ออกแรงทำงาน “เขาตามหลังคันไถไปเป็นนานจึงล้มตัวลงนอนบนพื้นดินด้วยความอ่อนเพลีย ขณะที่นอนหลับอยู่บนผืนนา กลิ่นไอที่ดินพลุ่งขึ้นอบอวลทั่วร่างกายทำให้หวางหลุงรักษาใจของเขาหายจากโรครักได้เหมือนกัน” (p.253)
ปี 1931 ที่ The Good Earth ได้รับการตีพิมพ์คือช่วงเวลาของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ซึ่งเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและของโลกตกต่ำถึงขีดสุด ชาวอเมริกันมากมายอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่และดิ้นรนทำงานหนัก แต่พวกเขากลับกลายเป็นคนตกงานในข้ามคืนเพราะถูกเลิกจ้าง พวกเขายังจำชีวิตวัยเด็กที่เคยเติบโตในชนบท ครอบครัวทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงชีพ ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่มีอาหารกินอิ่มท้อง พวกเขายังจำความสัมพันธ์ใกล้ชิดของผู้คนในชนบทซึ่งสร้างความอบอุ่นและปลอดภัยผิดกับความสัมพันธ์อันห่างเหินของผู้คนมากหน้าหลายตาในเมือง และพวกเขาก็สงสัยว่าความรุ่งเรืองและทันสมัยในยุคทศวรรษ 1920 เป็นต้นเหตุของความล้มเหลวทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมาหรือไม่ การปรากฏขึ้นของ The Good Earth จึงเป็นเหมือนพาหนะที่พาคนอเมริกันมากมายย้อนเวลากลับไปหาอดีตอันแสนสุขที่ตราตรึงในความทรงจำแต่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกแล้วในโลกแห่งความจริง หวางหลุงซึ่งแม้จะเป็นคนจีนที่อาศัยอยู่ในคนละซีกโลกกลับมีความคล้ายคลึงกับพวกเขาอย่างประหลาด ด้วยเหตุนี้เอง The Good Earth จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา5) 6)
การที่คนอเมริกันรับรู้ถึงความคล้ายคลึงอันแสนประหลาดนี้สร้างความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนจีนในหมู่ชาวอเมริกัน ความรู้สึกนี้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง นักวิชาการบางคนถึงขนาดบอกว่าความรู้สึกนี้มีส่วนทำให้สหรัฐอเมริกายินดีเป็นพันธมิตรกับจีนและรบกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงแม้จะมีคนเห็นต่างแล้วบอกว่าเพิร์ลฮาร์เบอร์ต่างหากที่ดึงสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงคราม ไม่ใช่ เพิร์ล เอส. บั๊ก7) อย่างไรก็ตาม ผลทางการเมืองที่เกิดขึ้นแน่ๆ ก็คือ การยกเลิกกฎหมายกีดกันชาวจีน ค.ศ.1882 (Chinese Exclusion Act of 1882)
ทศวรรษ 1850 เป็นที่รู้จักในชื่อ ยุคตื่นทอง (Gold Rush) ชาวอเมริกันที่อาศัยหนาแน่นทางฝั่งตะวันออกของประเทศเดินทางข้ามทวีปไปแสวงโชคทางฝั่งตะวันตก ในขณะที่ชาวจีนนับหมื่นคนก็ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาหางานทำเช่นกัน เมื่อชาวจีนเริ่มกระจายตัวออกจากฝั่งตะวันตกไปยังเมืองต่างๆ ในทวีปจนกระทั่งถึงฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ความแตกต่างทั้งทางกายภาพและวัฒนธรรมสร้างความหวาดหวั่นให้แก่ชาวอเมริกัน เช่น หนังสือพิมพ์ระบุหัวข้อข่าวว่า “ความชั่วร้ายของจีนอพยพ” โดยเนื้อหาบางส่วนกล่าวว่า “…พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายของเรา พวกเขามีรัฐบาลของตัวเองและใช้กฎหมายของตัวเอง การชักพาคนจีนมายังประเทศนี้เป็นการเอาอารยธรรมสุดขั้วที่ไม่สามารถเข้ากันได้มาปนกัน คาดได้เลยว่านี่จะกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้ความรุนแรงในหมู่คนงานและนำไปสู่ความวุ่นวายที่ไม่สามารถยับยั้งหรือลงโทษอย่างเหมาะสมได้”8) ความหวาดหวั่นนี้นำไปสู่กฎหมายกีดกันชาวจีน ค.ศ.1882 ซึ่งสาระสำคัญคือ ห้ามคนจีนเข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกา (แต่ยกเว้นให้กับนักท่องเที่ยวและคนบางกลุ่มอาชีพโดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะสูง เช่น พ่อค้า ช่างฝีมือ ทูต ฯลฯ) ไม่ให้สัญชาติแก่คนงานจีนที่อาศัยอยู่สหรัฐอเมริกาและเด็กชาวจีนที่เกิดในสหรัฐอเมริกา และคนงานจีนต้องถือเอกสารแสดงว่าได้รับอนุญาตทำงานติดตัวอยู่ตลอด กฎหมายได้รับการต่ออายุในปี 1892 และกลายเป็นกฎหมายถาวรในปี 1902
กฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นมาจากอคติและความเกลียดชังอาจจะเป็นที่ถูกใจแก่คนจำนวนหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ย่อมสร้างปัญหาแก่สังคม แน่นอนว่าเมื่อการเหยียดคนจีนได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ คนงานชาวจีนก็เข้าสู่ตลาดแรงงานได้ยากขึ้น นั่นนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนแรงงาน9) การที่ผู้อพยพและคนงานจีนมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาหมายความว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพวกเขาก็ชะลอตัวลง ซึ่งนั่นก็กระทบกับงานและรายได้ของชาวอเมริกันด้วย กฎหมายจึงไม่ได้มีผลแค่กับกลุ่มคนจีนเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้เศรษฐกิจมวลรวมชะลอตัวลงด้วย10) ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ กฎหมายกีดกันชาวจีน 1882 นั้นมีข้อยกเว้นให้แรงงานทักษะสูงที่สังเกตได้ (observed skills) สามารถอพยพเข้าสู่สหรัฐอเมริกาได้ โดยมุ่งหวังว่าคนจีนที่อพยพมาใหม่จะเป็นกลุ่มคนที่มีทักษะสูง และต้องการกีดกันคนที่มีทักษะต่ำ แต่ผลกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ เมื่อคนจีนที่มีทักษะสูงเห็นว่าการเหยียดคนจีนในสหรัฐอเมริกายกระดับขึ้นอย่างเป็นทางการ พวกเขาก็ใช้ทักษะที่มีอยู่หากินในบ้านเกิดต่อไป ตำแหน่งสำหรับคนที่มีทักษะสูงจึงถูกทดแทนโดยคนที่มีทักษะที่ไม่สามารถสังเกตได้ (unobserved skills) ซึ่งมีความหมายเป็นไปได้ทั้งในด้านบวกและด้านลบ เช่น กล้าเสี่ยง มีไหวพริบ มีมนุษยสัมพันธ์ดี หรือฉลาดแกมโกง ทำให้คนงานจีนในสหรัฐอเมริกามีทักษะที่สังเกตได้โดยรวมลดลงกว่าเดิม11)
การเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านกฎหมายกีดกันชาวจีน ค.ศ. 1882 เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อเริ่มมีการประกาศใช้กฎหมาย แต่ทว่ากว่าที่การยกเลิกกฎหมายจะได้รับการพูดถึงอย่างจริงจังก็เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะพันธมิตรของจีน12) บั๊กซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ที่ The Good Earth ได้รับการตีพิมพ์ก็อาศัยชื่อเสียงของเธอเคลื่อนไหวในหลายๆ ประเด็น เช่น การเรียกร้องสิทธิสตรีและผู้พิการ การต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ ฯลฯ เธอเป็นที่รู้จักในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับจีน” (expert on China)13) และรณรงค์ต่อต้านกฎหมายกีดกันชาวจีนด้วย ในเดือนพฤษภาคม 1943 เธอได้รับเชิญไปให้การต่อหน้ารัฐสภาเกี่ยวกับการยกเลิกกฎหมายกีดกันชาวจีน สาระสำคัญของคำให้การของเธอคือประเด็นที่เป็นแก่นสารของ The Good Earth กล่าวคือ สมาชิกทุกคนในชุมชนชาวจีนโดยเนื้อแท้แล้วมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผูกพันกับถิ่นฐานและที่ดินของตน และมีศักดิ์ศรีเสมอกัน ซึ่งเธอเรียกว่าคือ “ประชาธิปไตยโดยธรรมชาติ” (natural democracy) ซึ่งคล้ายคลึงกับความเชื่อเกี่ยวกับประชาธิปไตยและธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นรากฐานของสหรัฐอเมริกา การปฏิเสธสิทธิของชาวจีนจึงเป็นการขัดกับธรรมชาติของพวกเขาและพวกเขาสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาได้โดยธรรมชาติ ตลอดสามวันของการไต่สวน ผู้ให้การและสมาชิกรัฐสภาหลายคนกล่าวถึงประชาธิปไตยโดยธรรมชาติและ The Good Earth หลายหน และไม่กี่เดือนหลังจากนั้น รัฐสภาก็ลงมติให้ยกเลิกกฎหมายกีดกัน ชาวจีน ค.ศ.1882 กล่าวได้ว่า บั๊กและ “เรื่องแต่ง” (fictions) อย่างประชาธิปไตยโดยธรรมชาติ และ The Good Earth มีส่วนสำคัญในการยกเลิกกฎหมายดังกล่าว14)
เมื่อหวางหลุงพาครอบครัวอพยพไปยังเมืองทางใต้ สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม สำเนียงภาษา ที่ต่างจากชนบทบ้านเกิด ทำให้เขารู้สึกตัวเองช่างห่างไกลกับการเป็นส่วนหนึ่งของเมืองใหญ่แห่งนั้น วันหนึ่งขณะที่กำลังลากรถหาผู้โดยสารเหมือนทุกๆ วัน เขาได้รับผู้โดยสารเป็นหญิงชาวอเมริกันซึ่งนั่นคือครั้งแรกที่เขาได้เห็นคนต่างชาติ หลังจากนั้นเขาก็บอกตัวเองว่าตัวเขาไม่ได้เป็น “ชาวต่างประเทศที่แท้จริงของเมืองนี้อีกต่อไป” (p.141) เหตุการณ์นี้ชวนให้เราผู้อ่านคิดได้ว่าการตีตราว่าตนเองหรือใครจะเป็น “ชาวต่างประเทศที่แท้จริง” อาจจะเป็นเรื่องแต่งประเภทหนึ่งที่ผู้คนในสังคมแต่งให้แก่กัน เหมือนกับที่หวางหลุงแต่งให้แก่ตนเองและผู้โดยสารคนนั้น ในโลกยุคปัจจุบันที่กระแสชาตินิยมกำลังเฟื่องฟู คำพูดที่สื่อถึงการเกลียดชังคนต่างชาติกลายเป็นคำที่ผู้นำในหลายประเทศป่าวประกาศเพื่อเสริมสร้างอำนาจแก่ตนเอง เรื่องแต่งที่ว่าคนนี้เป็นพวกเรา ส่วนคนนั้นคือคนอื่น กำลังเขย่าโลก สิ่งที่น่ากังวลก็คือเรื่องเหล่านี้ช่างทรงพลังและทำให้การเหยียด การกีดกัน การขับไล่ และการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นจริง โลกของเราในทุกวันนี้กำลังต้องการเรื่องแต่งอีกแบบที่จะนำไปสู่การยับยังความรุนแรงเหล่านี้ เหมือนที่ The Good Earth เคยทำมาแล้วในกรณีกฎหมายกีดกันชาวจีน ค.ศ.1882
เชิงอรรถ
1)So, R.J. 2010. Fictions of Natural Democracy: Pearl Buck, the Good Earth, and the Asian American Subject. Representations, 112(1), 87-111.
2)“for her rich and truly epic descriptions of peasant life in China and for her biographical masterpieces” ชีวประวัติที่กล่าวถึงในคำประกาศนี้หมายถึง The Exile และ Fighting Angel โดยเล่มแรกเป็นเรื่องราวของแม่ ส่วนเล่มหลังเป็นเรื่องราวของพ่อของเธอในฐานะมิชชันนารีในจีน https://www.nobelprize.org/prizes/literature/1938/summary/
3)นั่นหมายความว่านามสกุล บั๊ก (Buck) เป็นนามสกุลที่เธอเปลี่ยนตามสามี เอส. (S.) ตรงกลาง ไม่ใช่ชื่อกลาง แต่เป็นนามสกุลเดิมของเธอ นั่นคือ ไซเดนสตริคเกอร์ (Sydenstricker) เมื่อเธอแต่งงานใหม่กับนักหนังสือพิมพ์ชื่อว่า ริชาร์ด วอลช์ (Richard Walsh) เธอยังคงใช้ชื่อ เพิร์ล เอส. บั๊ก เหมือนเดิม
4)เลขหน้าตลอดทั้งบทความมาจาก The Good Earth ฉบับแปลไทยในชื่อ ทรัพย์ในดิน โดย สันตสิริ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้าในปี 1988
5)Spencer, S. 2010. Popular Culture and the Rural Dream: Cultural Contexts and the Literary History of the Good Earth. Atenea (June): 125-138.
6)Hunt, M.H. 1977. Pearl Buck – Popular Expert on China, 1931-1949. Modern China, 3(1), pp.33-64.
7)Hayford, C.W. 1998. What’s So Bad about the Good Earth. Education about Asia, 3(3), pp.4-7.
8)ข่าวนี้อยู่ในหนังสือพิมพ์ The Lose Angeles Daily Herald ฉบับเช้าวันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 1888 นั่นคือหลังจากที่กฎหมายกีดกันชาวจีนถูกประกาศใช้แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าเนื้อหาข่าวน่าจะเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นการเหยียดคนจีนออกสื่อเป็นทางการได้ดี https://chroniclingamerica.loc.gov/lccn/sn85042460/1888-07-21/ed-1/seq-4.
9)Chen, S. B. Xie. 2024. Institutional Discrimination and Assimilation: Evidence from the Chinese Exclusion Act of 1882. Explorations in Economic History, 94.
10)Long, J. et al. 2024. The Impact of the Chinese Exclusion Act on the Economic Development of the Western U.S. NBER Working Paper Series, Working Paper 33019.
11)Chen, J. The Impact of Skill-Based Immigration Restrictions: The Chinese Exclusion Act of 1882. Journal of Human Capital, 9(3), pp.298-328.
12)O’Mahony, E. 2022. Opposition to Chinese Exclusion (1850-1902). Education about Asia, 27(1), pp.56-62.
13)Hunt, M.H. 1977. Pearl Buck – Popular Expert on China, 1931-1949. Modern China 3(1), pp.33-64.
14)So, R.J. 2010. Fictions of Natural Democracy: Pearl Buck, the Good Earth, and the Asian American Subject. Representations, 112(1), 87-111.