แนะนำหนังสือ "นิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท" (Law and Economics of Company Law in Thailand)

714 views

เนื้อหาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นหัวข้อหนึ่งคือกระแสการหมุนเวียน (Circular Flow) ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยเศรษฐกิจต่าง ๆ ในตลาด ซึ่งประกอบด้วยภาคการผลิต (Firms) ภาคครัวเรือน (Households) ภาครัฐบาล สถาบันการเงิน และภาคต่างประเทศ ภาคการผลิตรวบรวมปัจจัยการผลิต (แรงงาน ทุน ที่ดิน และผู้ประกอบการ) มาผลิตเป็นสินค้าและบริการเพื่อจำหน่ายในตลาดสินค้าให้ภาคครัวเรือนใช้ในการบริโภค ให้ภาคการผลิตใช้ในการลงทุน ให้ภาครัฐบาล และให้ภาคต่างประเทศ

ในการรวบรวมปัจจัยการผลิตเพื่อผลิตสินค้าและบริการออกมาจำหน่ายในตลาดดังกล่าวนั้น ภาคการผลิตอาจดำเนินการเองหรือซื้อหาจากตลาดก็ได้ เช่น หากหน่วยผลิตต้องการได้ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบเพื่อนำมาใช้ผลิตสินค้าแล้ว หน่วยผลิตอาจซื้อหาชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบนั้นจากตลาด หรืออาจเลือกผลิตชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบนั้นเองก็ได้ การเลือกใช้วิธีการใดนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าทางเลือกแต่ละทางเลือกนั้นมีต้นทุนค่าใช้จ่าย (Cost) มากน้อยกว่ากันอย่างไร ถ้าหากหน่วยผลิตซื้อหาชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากตลาดได้ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายถูกว่าทำเองแล้ว หน่วยผลิตก็เลือกซื้อหาชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากตลาดนั้นแทนการทำเอง ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากหน่วยผลิตทำเองได้ถูกกว่าซื้อหาชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากตลาดแล้ว หน่วยผลิตก็เลือกทำเองแทนการซื้อจากตลาด

หน่วยผลิตในภาคการผลิตดังกล่าวมีรูปแบบแตกต่างกันออกไป หน่วยผลิตอาจเป็นผู้ประกอบการคนเดียว (Sole Proprietorship) ห้างหุ้นส่วน (Partnership) หรือบริษัท (Company) ก็ได้ แล้วเหตุใดหน่วยผลิตในภาคการผลิตเหล่านี้บางหน่วยผลิตจึงเลือกการตั้งกิจการในรูปห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเพื่อทำการผลิตบางอย่างเองแทนการซื้อหาจากตลาด ในประเด็นนี้ หนังสือเรื่อง “นิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท” (Law and Economics of Company Law in Thailand) โดย ดร.ศุพฤฒิ ถาวรยุติการต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอคำอธิบายเรื่องการเกิดขึ้นของหน่วยผลิต รูปแบบของหน่วยผลิต การบริหารจัดการหน่วยผลิต ความสัมพันธ์ของหน่วยผลิตกับบุคคลภายนอก การเปลี่ยนธุรกรรมในตลาดมาเป็นธุรกรรมในหน่วยผลิตจากการควบรวมกิจการและการซื้อกิจการของหน่วยผลิต และการเลิกกิจการของหน่วยผลิต รวมถึงบทบัญญัติของกฎหมาย โดยเฉพาะบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ผ่านมุมมองทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เช่น ทฤษฎีว่าด้วยบริษัท (Theory of the Firms) ต้นทุนธุรกรรม (Transaction Cost) ปัญหาตัวการ-ตัวแทน (Principle-Agent Problem) ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เท่าเทียมกัน (Asymmetry Information) และข้อสัญญาไม่บริบูรณ์ (Imperfect Contract)

นอกจากการนำเสนอประเด็นข้างต้นแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังทำให้เราเห็นถึงลักษณะทั่วไปของกฎหมายบริษัท (Company Law) อย่างน้อย 5 ประการ คือ การเป็นนิติบุคคล (Legal Personality) การจำกัดความรับผิด (Limited Liability) การซื้อขายเปลี่ยนมือหุ้น (Transferability of Shares) การมีคณะกรรมการบริษัทบริหารจัดการกิจการ (Centralized Management under a Board Structure) และความเป็นเจ้าของของบริษัทของนักลงทุน (Investor Ownership) (Lafare and Van der Elst, 2025, p.16-36) รายละเอียดโดยสังเขปของลักษณะทั่วไปของกฎหมายบริษัทมีดังนี้

1. การเป็นนิติบุคคล (Legal Personality)

          ลักษณะทั่วไปประการแรกของกฎหมายบริษัทคือ กฎหมายบริษัทกำหนดให้บริษัทมีสถานะนิติบุคคลหรือเป็นบุคคลตามกฎหมาย การมีสถานะเป็นนิติบุคคลนี้ทำให้บริษัทสามารถทำนิติกรรมได้เอง

          ในประเด็นนี้ หนังสือนิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท ได้นำเสนอเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ของการกำหนดให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไว้ประการหนึ่งว่า “(การเป็นนิติบุคคล) ทำให้เปลี่ยนสัญญาระหว่างเจ้าของปัจจัยการผลิตแต่ละปัจจัย ให้มาเป็นสัญญาระหว่างหน่วยผลิตกับเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมดแทน” (หน้า 34) และการเปลี่ยนมาทำเองภายในบริษัทแทนการซื้อหาจากตลาดโดยตรงนี้ “ช่วยลดต้นทุนธุรกรรมลง เพราะลดจำนวนสัญญาหรือจำนวนธุรกรรมที่ต้องเกิดขึ้น” (หน้า 41)

2. การจำกัดความรับผิด (Limited Liability)

          ลักษณะทั่วไปประการที่สองของกฎหมายบริษัทคือ การจำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้น ในขณะที่การมีสถานะเป็นนิติบุคคลนั้นช่วยคุ้มครองทรัพย์สินของบริษัทจากผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ของบริษัท แต่การจำกัดความรับผิดนี้เป็นการคุ้มครองผู้ถือหุ้นของบริษัท การจำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้นไว้ไม่เกินกว่ามูลค่าหุ้นที่มี ทำให้ผู้ถือหุ้นไม่ต้องรับผิดชอบหนี้สินของบริษัทที่เกินกว่ามูลค่าหุ้นของตน และไม่ต้องรับผิดชอบหนี้สินของบริษัทเป็นการส่วนตัว เจ้าหนี้ของบริษัทบังคับการชำระหนี้ของบริษัทได้จากทรัพย์สินของบริษัท ไม่สามารถบังคับการชำระหนี้ของบริษัทจากทรัพย์สินของผู้ผู้ถือหุ้นบริษัทได้

          ในประเด็นนี้ หนังสือนิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท ก็ได้นำเสนอไว้ว่า “การจำกัดความรับผิดเป็นการสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนและยอมรับความเสี่ยงในการทำกิจการว่า หากเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ความเสียหายของการลงทุนของเขาจะถูกจำกัดด้วยหุ้นที่ได้มีส่วนร่วมลงทุนไปเท่านั้น ไม่ขยายผลไปถึงทรัพย์สินส่วนตัวของเขา แต่หากิจการได้ผลกำไร เขามีสิทธิได้รับผลประโยชน์จากผลกำไรนั้นอย่างไม่จำกัด” (หน้า 90) และยังได้นำเสนอเหตุผลทางด้านเศรษฐศาสตร์ของการจำกัดความรับผิดไว้ของผู้ถือหุ้นไว้ว่า “(การจำกัดความรับผิด) เป็นการแบ่งรับภาระความเสี่ยงในโลกธุรกิจหรือความเสี่ยงที่มีอยู่ตามปกติทางการค้า ป้องกันมิให้คู่ค้าหรือผู้เกี่ยวข้องแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นด้วย (หรืออีกนัยหนึ่งคือป้องกันปัญหา Adverse Selection และ Moral Hazard ในทางเศรษฐศาสตร์นั่นเอง)” (หน้า 90)

3. การซื้อขายเปลี่ยนมือหุ้น (Transferability of Shares)

          ลักษณะทั่วไปประการที่สามของบริษัทคือ หุ้นของบริษัทสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดได้ การซื้อขายเปลี่ยนมือหุ้นทำให้บริษัทยังคงประกอบกิจการต่อไปได้ แม้ว่าจะเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นแล้วก็ตาม นอกจากนี้ การให้หุ้นสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้นี้ยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องและช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน นักลงทุนเลือกถือหุ้นบริษัทต่าง ๆ ได้

          ในประเด็นนี้ หนังสือนิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท ก็ได้นำเสนอไว้อีกเช่นกัน อาทิ “ข้อสังเกตที่สำคัญของหุ้น โดยเฉพาะหุ้นในบริษัท เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนมือยังคนอื่นได้ เท่ากับว่า ผู้ประกอบการอาจถอนการมีส่วนร่วมในกิจการนั้น โดยการขายหุ้นของตนให้แก่ผู้ประกอบการอื่นที่ต้องการมามีส่วนร่วมแทนในกิจการนั้น…” (หน้า 85)

4. การมีคณะกรรมการบริษัทบริหารจัดการกิจการ (Centralized Management under a Board Structure)

          ลักษณะทั่วไปของบริษัทประการที่สี่ คือ การมีคณะกรรมการบริษัทมาบริหารจัดการกิจการ โดยทั่วไปแล้ว บริษัทจะมีคณะกรรมการบริษัทบริหารจัดการกิจการแทนผู้ถือหุ้น เนื่องจากหากให้ผู้ถือหุ้นจำนวนมากมาร่วมกันตัดสินใจบริหารจัดการบริษัททุกเรื่องแล้วย่อมไม่ทันการขาดประสิทธิภาพการบริหารจัดการธุรกิจ การมอบอำนาจให้คณะกรรมการกระทำการในนามนิติบุคคลของบริษัททำให้บุคคลอื่นทราบได้ว่าบริษัทนี้ใครเป็นผู้มีอำนาจในการติดสินใจและบริการจัดการ แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว คณะกรรมการมักดำเนินการเพื่อประโยชน์ของบริษัท แต่ เนื่องจากคณะกรรมการมักมีข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการกิจการมากกว่าผู้ถือหุ้น ดังนั้นในการบริหารจัดการบริษัทแล้ว คณะกรรมการอาจบริหารกิจการเพื่อประโยชน์ของตนมากกว่าประโยชน์ของบริษัท หรือที่เรียกกันว่าเกิดปัญหาตัวแทน (Agency Problem) ขึ้น เช่น คณะกรรมการอาจใช้เงินของบริษัทเพื่อประโยชน์ของตนเอง

          ในประเด็นนี้ หนังสือนิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท ก็ได้สะท้อนประเด็นเหล่านี้ไว้ด้วย เช่น “สำหรับหน่วยผลิตที่มีการแยกผู้บริหารออกจากเจ้าของอย่างเด็ดขาด อันได้แก่บริษัทจำกัดนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องเผชิญกับปัญหาตัวการ-ตัวแทน ซึ่งทำให้ต้นทุนธุรกิจภายในหน่วยผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก การตัดสินใจของกรรมการบริษัทอาจส่งผลเสียต่อผู้ถือหุ้นได้ เพราะเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของกรรมการไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมายของผู้ถือหุ้นในการแสวงหากำไรสูงสุดทั้งหมด กรรมการอาจแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว โดยสร้างต้นทุนหรือภาระให้แก่บริษัท แม้ว่าในบางครั้งจะเป็นผลที่เกิดขึ้นทางอ้อมก็ตาม…” (หน้า 131)

5. ความเป็นเจ้าของบริษัทของนักลงทุน (Investor Ownership)

          ลักษณะทั่วไปของกฎหมายบริษัทประการที่ห้า คือ เรื่องความเป็นเจ้าของบริษัทของนักลงทุน สิทธิเรียกร้องของผู้ถือหุ้นบริษัทแตกต่างไปจากสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้หรือนายจ้าง ขณะที่เจ้าหนี้หรือนายจ้างมีสิทธิเรียกร้องที่สามารถกำหนดจำนวนได้อย่างชัดเจน แต่ผู้ถือหุ้นนั้นมีสิทธิได้รับผลตอบแทนส่วนที่เหลือที่ไม่สามารถกำหนดจำนวนไว้อย่างชัดเจนแน่นอนได้ ทฤษฎีสัญญาที่ไม่สมบูรณ์เห็นว่าเป็นการยากหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่กำหนดไว้ในสัญญาอย่างสมบูรณ์ถี่ถ้วนบริบูรณ์อย่างชัดเจน นักเศรษฐศาสตร์จึงมีความเห็นกันว่า ควรให้การคุ้มครองสิทธิเรียกร้องส่วนที่เหลือ (Residual Claimant) ของผู้ถือหุ้นนี้ไว้ในกฎหมายบริษัท และการคุ้มครองนี้จะทำให้การประกอบกิจการของบริษัทมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเงินปันผลของผู้ถือหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิของบริษัท และการให้ผู้ถือหุ้นได้กำไรสุทธินี้ก็จะทำให้บริษัทต้องประกอบกิจการเพื่อให้ได้รับกำไรให้เพิ่มมากขึ้น

          ในประเด็นนี้ หนังสือเรื่องนิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท ก็ได้ชี้ให้เห็นลักษณะประการนี้ด้วยเช่นกัน ดังข้อความที่ว่า “หนี้ใด ๆ ของหน่วยผลิตจึงไม่ใช่หนี้ที่เหมือนหรือเสมอกัน แต่ขึ้นอยู่กับความแตกต่างว่า เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของหน่วยผลิตหรือไม่ เพียงใด … แสดงให้เห็นเห็นว่า สิทธิของเจ้าของหน่วยผลิตไม่ว่าจะเป็น…ผู้ถือหุ้นเหนือทรัพย์สินของหน่วยผลิตนั้น ย่อมถูกลิดรอนด้วยสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอก ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายนอกกับหน่วยผลิตที่กล่าวมานั้น จึงสะท้อนหลักการที่เจ้าของหน่วยผลิตต้องมีสิทธิเรียกร้องเป็นคนสุดท้าย หรือเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องส่วนที่เหลือ (Residual Claimant)” (หน้า 128)

มุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ในหนังสือเรื่อง นิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท นี้ ทั้งเรื่องต้นทุนธุรกรรม การมีข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน ปัญหา Adverse Selection และปัญหา Moral Hazard ปัญหาตัวการ-ตัวแทน การช่วยลดและกระจายความเสี่ยง และข้อสัญญาไม่บริบูรณ์ ช่วยทำให้เห็นถึงลักษณะทั่วไปของกฎหมายบริษัททั้ง 5 ประการข้างต้นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังนำเสนอรูปแบบหน่วยผลิตรูปแบบอื่น ๆ นอกจากรูปแบบบริษัทอีกด้วย และได้นำเสนอคำอธิบายเกิดขึ้นของหน่วยผลิต รูปแบบของหน่วยผลิต การบริหารจัดการหน่วยผลิต ความสัมพันธ์ของหน่วยผลิตกับบุคคลภายนอก การเปลี่ยนธุรกรรมในตลาดมาเป็นธุรกรรมในหน่วยผลิตจากการควบรวมกิจการและการซื้อกิจการของหน่วยผลิต และการเลิกกิจการของหน่วยผลิต รวมถึงบทบัญญัติของกฎหมาย โดยเฉพาะบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ผ่านมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์

อ้างอิง

ศุพฤฒิ ถาวรยุติการต์ (2569) นิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท (Law and Economics of Company Law in Thailand) สำนักพิมพ์วิญญูชน : กรุงเทพ.

Lafarre, Anne and Cristoph Van Der Elst (2025). Concepts of Company Law. Edward Elgar: Cheltenham.

สิทธิกร นิพภยะ
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์