ระบบอุปถัมภ์ : การดำรงอยู่ ความจำเป็น และโจทย์ของประชาธิปไตยไทยในอนาคต

537 views

ระบบอุปถัมภ์ฝังรากลึกในการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ในสมัยอํามาตยาธิปไตยระบบอุปถัมภ์ปรากฎตัวในรูปแบบเครือข่ายผลประโยชน์ต่างตอบแทนในแวดวงข้าราชการ และรวมไปถึงความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ระหว่างข้าราชการ (โดยเฉพาะทหารและตำรวจ) กับภาคธุรกิจเอกชนในรูปแบบการให้ความคุ้มครองที่ผู้ได้รับการอุปถัมภ์จะตอบแทนผู้อุปถัมภ์ด้วยการให้อามิสสินจ้าง เมื่อการเมืองไทยเปลี่ยนจากการผูกขาดอำนาจโดยกลุ่มทหารและข้าราชการไปสู่การเมืองมวลชนที่อำนาจมาจากการลงคะแนนเสียงของประชาชน ระบบอุปถัมภ์ในยุคสมัยอํามาตยาธิปไตยก็ได้ขยายตัวไปเป็นความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทนระหว่างนักการเมือง ที่มักประกอบไปด้วยนักธุรกิจหรือผู้ทรงอิทธิพลในต่างจังหวัด กับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ที่ส่วนมากคือคนชนชั้นรากหญ้า โดยเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่นักการเมืองหยิบยื่นผลประโยชน์บางอย่างให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตอบแทนนักการเมืองด้วยการลงคะแนนเสียงให้นักการเมืองคนนั้น

        แม้ระบบอุปถัมภ์จะขยายตัวจากการรับใช้คนส่วนน้อยไปสู่การรับใช้มวลชนที่เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองภายใต้ระบบประชาธิปไตยที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวในสังคมไทย แต่การให้ผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างนักการเมืองกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในชนบทมักถูกมองว่าเป็นกลไกที่ฉ้อฉล เต็มไปด้วยการซื้อสิทธิขายเสียงอันไม่พึงประสงค์ รวมถึงการโกงบ้านกินเมือง รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (2544) กล่าวถึงที่มาและลักษณะของระบบอุปถัมภ์ไว้ดังนี้

        "ส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้ (นักการเมือง-ผู้เขียน) เป็นนายทุนภูธร ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่เติบใหญ่ขึ้นมากหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเดือน ตุลาคม 2516" และ "นักเลือกตั้งเผ่ายี้ (นักการเมือง-ผู้เขียน) สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์และอาศัยพลังเงินตราในการซื้อเสียง จึงสามารถตบเท้าสู่รัฐสภาได้โดยไม่ยาก" (ธนะพรพันธุ์, 2544, น.3) และ "นักเลือกตั้งเผ่ายี้ไม่รีรอในการยึดกุมกลไกของรัฐในการจัดสรรทรัพยากรแผ่นดิน มีการผันงบประมาณแผ่นดินและงบพยุงราคาพืชผลลงสู่ฐานที่มั่งทางการเมือง มีการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลจากกระบวนการจัดจ้างจัดซื้อในระบบราชการ" (รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, 2544, น.4)

        เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าระบบอุปถัมภ์นำไปสู่การซื้อสิทธิขายเสียงและมีการฉ้อฉลเกิดขึ้นในกระบวนการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองในหลายกรณี แม้ระบบอุปถัมภ์จะถูกชิงชังรังเกียจอย่างไร แต่เราปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่าระบบอุปถัมภ์ยังคงอยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยของไทยมาอย่างยาวนาน ระบบอุปถัมภ์ไม่ได้หายไปไหน แต่ได้ปรับตัวและแปรโฉมไปตามภูมิทัศน์ทางการเมือง นับตั้งแต่ยุคการเมืองระบบ "เจ้าพ่อ" และ Money Politics ในทศวรรษ 2530 ที่ตามมาด้วยยุคพรรคไทยรักไทย (ที่ต่อมากลายเป็น พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย) ไปจนถึงยุคพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทยในตอนนี้ กล่าวได้ว่า ในการจัดตั้งรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยของไทยในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมานั้น เครือข่ายระบบอุปถัมภ์มีฐานที่มั่นในต่างจังหวัดได้มีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาลทุกครั้งไป ผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุด (2569) แสดงให้เห็นภาพความเข้มแข็งของระบบเครือข่ายอุปถัมภ์และการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของประชาชนในต่างจังหวัดได้ชัดเจน โดยประชาชนในต่างจังหวัดยอมรับอุดมการณ์ของพรรคประชาชนด้วยการลงคะแนนเสียงบัญชีรายชื่อ และลงมติรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงเลือกลงคะแนนเสียงให้ระบบเครือข่ายท้องถิ่นในรูปแบบของการลงคะแนนเสียง สส. เขต ให้กับพรรคอื่น คำถามคือทำไมระบบอุปถัมภ์จึงสามารถยืนหยัดในการเมืองไทยได้หลายทศวรรษ? เป็นเพราะประชาชนในต่างจังหวัดถูก "ซื้อเสียง" ได้ง่ายหรือไม่? เป็นเพราะประชาชนในต่างจังหวัดตัดสินใจอย่างไรเหตุผลและปราศจากข้อมูล? หรือแท้จริงแล้วระบบอุปถัมภ์สามารถหยิบยื่นผลประโยชน์ที่ประชาชนในต่างจังหวัดสามารถสัมผัสและรับรู้ได้? เรื่องเล่าไหนจริงกว่ากันในสังคมการเมืองไทย?

        ในบทความนี้ ผู้เขียนพยายามเสนอว่าการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งเป็นการตัดสินใจที่ "ชอบแล้วด้วยเหตุผล" (Rational) ในทางเศรษฐศาสตร์ และพยายามนำเสนอข้อเท็จจริงของระบบอุปถัมภ์ในฐานะที่เป็นระบบเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนในต่างจังหวัด และการซื้อเสียงไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดผลการเลือกตั้ง แต่คือการลงทุนสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทั้งในและนอกฤดูเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ระบบอุปถัมภ์ดำรงอยู่ได้

        ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านงานวิทยานิพนธ์ของ ณพล จาตุศรีพิทักษ์ (2565) ชื่อหัวข้อ "The Politics of Giving: Patterns and Evolution of Patronage and Electoral Networks in Thailand" ณพล มุ่งศึกษาพัฒนาการของเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทยเพื่อตอบคำถามว่าเหตุใดระบบอุปถัมภ์จึงดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน ผู้เขียนคิดว่าข้อค้นพบจากงานของ ณพล นั้นน่าสนใจทีเดียวและมีประเด็นที่น่านำเสนอให้รับรู้ในวงกว้างในรูปแบบที่ย่อยง่าย อย่างแรก ณพล ค้นพบจากการสัมภาษณ์ผู้สมัคร ส.ส. ในต่างจังหวัดว่า การแจกเงินให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเป็นเพียงวิธีการ "หาคะแนน" ซึ่งไม่ได้รับประกันว่าจะได้รับการเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ส. ต่างเข้าใจดีว่าการหาคะแนนต่างกับการ "หาเสียง" ซึ่งเป็นการสร้างความนิยมให้แก่ตัวผู้สมัครผ่านวิธีการอื่น เช่น การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับคนในชุมชน ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถสร้างฐานเสียงที่เหนียวแน่นได้มากกว่าการซื้อเสียงช่วงเลือกตั้ง (Napon Jatusripitak, 2023, p.60-61)

        เพื่อฉายภาพให้ชัดเจนมากขึ้น ณพล ได้สัมภาษณ์ "สุนัย" แม้ว่าสุนัยจะมีข้อครหาเรื่องทุจริต แต่สุนัยก็เป็น ส.ส. หลายสมัยในจังหวัดอุบลราชธานี สุนัยให้ทัศนะว่าการเอาชนะทางการเมืองคือการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวระยะยาวกับผู้มีอำนาจในท้องถิ่นและการดูแลประชาชนในพื้นที่ในรูปแบบการให้สินค้าและบริการแก่ประชาชน "ตั้งแต่เกิดจนตาย" (Credle to Grave) โดยการทำโครงการพัฒนาท้องถิ่น แจกอาหารและยารักษาโรค ช่วยเหลือเรื่องการเข้าเรียนในโรงเรียน หางานให้ทำ เป็นเจ้าภาพงานแต่งงาน จนถึงเป็นเจ้าภาพงานศพ การบริการเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงฤดูเลือกตั้งเท่านั้น แต่เป็นการบริการที่มีอยู่อย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น ณพล ได้สัมภาษณ์ "ส้ม" ซึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ส้มถูกดึงตัวมาเป็นหัวคะแนนให้สุนัย ส้มทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสุขภาพโดยไม่แยกแยะด้วยความชื่นชอบทางการเมือง หน้าที่หลักของส้มคือดูแลสุขอนามัยพื้นฐาน 8-15 ครัวเรือน เช่น การวัดความดัน วัดระดับน้ำตาลในเลือด กำจัดยุงลาย ส้มให้สัมภาษณ์ณพลว่า "ดิฉันรับผิดชอบทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้ามีคนตาย ดิฉันต้องรายงานสาเหตุการเสียชีวิตให้องค์กรทางการแพทย์รับทราบ" (Napon Jatusripitak, 2023,p.70)

        โดยหลักแล้ว หัวคะแนนแบบส้มทำหน้าที่เป็นหูและตาให้กับสุนัย และสามารถส่งต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ให้นักการเมืองรับทราบได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานของณพลชี้ให้เห็นว่าความสามารถของหัวคะแนนในการรวบรวมเสียงให้นักการเมืองขึ้นอยู่กับความเชื่อว่านักการเมืองคนดังกล่าวจะสามารถส่งมอบสินค้าและบริการให้กับชุมชนได้หรือไม่ ซึ่งความน่าเชื่อถือดังกล่าวขึ้นอยู่กับความนับน่าถือตาที่ชาวบ้านมีต่อหัวคะแนน โดยสรุปแล้ว คะแนนเสียงที่นักการเมืองได้เป็นผลรวมของการลงมือทำงานของผู้นำท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดกับประชาชนเพื่อทำให้ผู้ลงคะแนนเสียงในเขตนั้นกาให้อย่างเต็มใจ เมื่อรัฐไม่สามารถดูแลประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครือข่ายระบบอุปถัมภ์ในการเมืองไทยจึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐส่วนกลางในรูปแบบ "สังคมสวัสดิการ" ที่อาศัยเครือข่ายอำนาจในท้องถิ่นอันประกอบตัวตัวละครหลากหลาย ตั้งแต่ข้าราชการท้องถิ่น อาสาสมัคร ผู้แทนราษฎร หรือไปจนถึงพระ เป็นตัวนำเพื่อส่งมอบสินค้าและบริการให้ท้องถิ่น

        งานของ ณพล ชี้ให้เห็นว่า การดำรงอยู่ของระบบอุปถัมภ์ในระบอบประชาธิปไตยไทย มิอาจอธิบายได้ด้วยความคิดสำเร็จรูปที่ว่าประชาชนชนชั้นรากหญ้าในต่างจังหวัดถูกซื้อเสียงได้ง่าย หรือขาดวุฒิภาวะทางการเมือง หากแต่สามารถอธิบายได้จากหลักการความมีเหตุมีผลในการเลือก (Rational Choice Theory) ในทางเศรษฐศาสตร์ เพราะท่ามกลางข้อจำกัดของรัฐส่วนกลาง ระบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่นสามารถทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างของรัฐในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นและหัวคะแนนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ งานศึกษาของ ณพล ได้ฉายภาพให้เห็นกลไกการทำงานของระบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่นที่ความเข้มแข็งของระบบอุปถัมภ์ในการเมืองไทยมิใช้วัดกันแค่เพียงเงินตราในช่วงเลือกตั้ง หากแต่วัดกันด้วย "ความสัมพันธ์" และ "ความไว้วางใจ" ที่ถูกสร้างและหล่อเลี้ยงมาอย่างยาวนาน นักการเมืองและหัวคะแนนมิได้ทำหน้าที่เพียงผู้แจกเงินในช่วงหาเสียง แต่เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนในยามเดือดร้อนตั้งแต่งานเกิดจนตาย ในขณะที่รัฐส่วนกลางไม่อาจส่งผ่านสวัสดิการถึงมือพวกเขาได้อย่างทั่วถึง เครือข่ายอุปถัมภ์เหล่านี้จึงกลายเป็น "สวัสดิการทางเลือก" ที่ประชาชนจับต้องได้และใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นมากที่สุด

        อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ เราไม่สามารถสรุปได้ว่าระบบอุปถัมภ์เป็นระบบที่ดีเลิศ หรือระบบอุปถัมภ์สามารถพึ่งพาได้ทุกกรณี ระบบอุปถัมภ์มีข้อครหาและข้อจำกัดมากมาย แต่ระบบอุปถัมภ์ก็ไม่ได้เป็นระบบที่ดำทะมึนไปเสียทั้งหมด ระบบอุปถัมภ์มีแสงสว่างให้ประชาชนจับต้องได้อยู่ในนั้นด้วย ดังนั้น คำถามคือ ข้อค้นพบเหล่านี้นำไปสู่อะไรในทางนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง? ผู้เขียนเห็นว่าหากสังคมไทยต้องการสร้างประชาธิปไตยที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนได้อย่างโปร่งใสและตรงตามนิติธรรมนั้น หน้าที่สำคัญของผู้สนใจการเมืองจึงไม่ใช่การสั่งสอนให้ประชาชนในต่างจังหวัด "ตื่นรู้" ทางการเมือง แต่คือการทำความเข้าใจว่าเหตุใดระบบอุปถัมภ์จึงดำรงอยู่ด้วยกรอบคิดเศรษฐศาสตร์ เพราะตราบใดที่รัฐยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียมและความเจริญยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ไม่กี่แห่งในประเทศไทย ตราบนั้นเครือข่ายอุปถัมภ์ก็จะยังคงเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลและทรงพลังในระบอบประชาธิปไตยของไทย

        คำถามต่อไปจึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า "เราจะทำลายระบบอุปถัมภ์อันชั่วช้าได้อย่างไร" แต่คือคำถามที่ว่า "เราจะสามารถสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อมความต้องการเฉพาะหน้าของคนรากหญ้าเข้ากับนโยบายพัฒนาในระดับมหภาคได้หรือไม่" ผู้เขียนเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนได้นั้นมีคุณประโยชน์มากกว่าระบอบประชาธิปไตยที่แยก "ความจำเป็นเฉพาะของคนรากหญ้า" กับ "นโยบายมหภาคของเทคโนแครต" ออกจากกัน เพราะระบอบอย่างหลังนั้นนอกจากจะไม่สามารถทำให้ระบอบประชาธิปไตยในไทยพัฒนาไปข้างหน้าได้แล้ว ยังนำมาซึ่งความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคมไทยอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม

Napon Jatusripitak. (2023). "The politics of giving: Patterns and evolution of patronage and electoral networks in Thailand.", Ph.D. Dissertation, Northwestern University.

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. "จากอำมาตยาธิปไตยถึงยียาธิปไตย", ผู้จัดการรายวัน. (1 กุมภาพันธ์ 2544).

ณัชพล ประเสริฐสูง
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์