“คนละครึ่งพลัส” ใครจ่าย ครึ่งไหนกันแน่?

236 views

บทเรียนสำหรับ “คนละครึ่งพลัส” รอบใหม่: ไม่ใช่แค่กระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องคิดถึงต้นทุนที่ซ่อนอยู่

โครงการร่วมจ่ายของรัฐมีเสน่ห์ทางการเมืองอย่างมาก เพราะทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าตนเอง “ได้ประโยชน์อย่างมีวินัย” ผู้บริโภคไม่ได้ถูกวางบทให้เป็นเพียงผู้รับเงินโอนจากรัฐ แต่ยังต้องควักจ่ายเองบางส่วน จึงยังคงความรู้สึกว่าตนเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงผู้รอรับความช่วยเหลือ ความรู้สึกถึงศักดิ์ศรี ความรับผิดชอบ และความเป็นเจ้าของในการใช้จ่ายจึงยังไม่หายไป สำหรับร้านค้า นโยบายแบบนี้ส่งสัญญาณว่ากำลังซื้อกำลังกลับมา เมื่อลูกค้าเริ่มกลับเข้าร้าน เศรษฐกิจก็ดูเหมือนยังพอมีแรงขับเคลื่อนต่อได้ ส่วนรัฐบาลก็ได้ประโยชน์ทางการเมืองไม่น้อย เพราะสามารถอธิบายได้ว่าตนกำลังกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างตรงจุด โดยไม่ต้องแจกเงินสดเต็มจำนวน และไม่ต้องรับบทเป็น “พี่ใหญ่” ที่คอยกำหนดว่าประชาชนควรซื้ออะไร หรือควรซื้อจากใคร

นี่คือความฉลาดของ “คนละครึ่ง” และเป็นเหตุผลว่าทำไมนโยบายลักษณะนี้จึงโผล่กลับมาอยู่เรื่อย ๆ ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจเริ่มสะดุด (รูปที่ 1) ไม่ว่าจะมาในรูปส่วนลดร้านอาหาร คูปองจับจ่าย หรือเครดิตดิจิทัลเพื่อเร่งการบริโภค หลักคิดเหมือนกันแทบทั้งหมดคือ รัฐช่วยออกแรงส่ง แต่ไม่ถึงกับอุ้มทั้งหมด แนวคิดนี้ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทย แผนที่นโยบายทั่วโลกเต็มไปด้วยมาตรการในตระกูลเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคูปองร้านอาหาร เครดิตดิจิทัล หรือโครงการร่วมจ่ายเพื่อกระตุ้นการบริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจสะดุด รัฐบาลจำนวนมากดูจะเชื่อในสูตรคล้ายกัน: ถ้ารัฐช่วยออกเงินบางส่วน ผู้บริโภคจะยอมกลับมาจับจ่าย และแรงส่งทางเศรษฐกิจก็จะกลับมา

รูปที่ 1 มาตรการคนล่ะครึ่งในประเทศไทยและต่างประเทศ


ทั้งนี้จุดแข็งทางการเมืองของมันก็อาจเป็นจุดที่ทำให้คนมองข้ามคำถามสำคัญที่สุดไป เพราะภายใต้ความเรียบง่ายและความนิยมของนโยบายร่วมจ่ายนั้น ยังมีคำถามทางเศรษฐศาสตร์ที่ยากกว่าซ่อนอยู่ ใครบ้างที่เป็นผู้จ่าย “อีกครึ่งหนึ่ง” จริง ๆ


เมื่อรัฐบอกว่าจะช่วยจ่าย “อีกครึ่ง” แล้วใครบ้างที่จ่ายให้รัฐ?

เมื่อรัฐบอกว่าจะช่วยจ่าย “อีกครึ่ง” คำถามที่ตามมาคือ แล้วใครกันแน่ที่เป็นคนจ่ายให้รัฐ คำตอบในทางงบประมาณอาจดูตรงไปตรงมา รัฐบาลเป็นผู้จ่าย แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ คำตอบนั้นไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะ “อีกครึ่ง” ของรัฐไม่เคยเป็นเงินฟรี มันอาจมาจากการกู้ การโยกย้ายงบประมาณจากหมวดอื่น การลดรายจ่ายด้านอื่น หรือท้ายที่สุดก็มาจากผู้เสียภาษีทั้งในปัจจุบันและอนาคต

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ไม่ได้แตกต่างจากการตัดสินใจทางการคลังสาธารณะในเรื่องอื่น ๆ เป็นพิเศษ รัฐย่อมต้องเลือกอยู่เสมอว่าจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับอะไร และเมื่อใด ตราบใดที่นโยบายนั้นมีเหตุผลรองรับ และสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมได้คุ้มค่า ภาระทางการคลังก็ไม่ใช่ข้อคัดค้านในตัวมันเอง คำถามที่สำคัญกว่าคือ ในห้วงเวลานั้น สังคมหรือเศรษฐกิจกำลังต้องการสิ่งนี้มากที่สุดจริงหรือไม่

แต่แม้จะวางคำถามเรื่องภาระทางการคลังไว้ก่อน ก็ยังมีอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ต้นทุนที่อาจตกอยู่กับภาคธุรกิจเอง โครงการลักษณะนี้มักถูกเล่าในฐานะมาตรการช่วยผู้บริโภคและกระตุ้นยอดขาย แต่ในบางบริบท มันอาจเปลี่ยนพฤติกรรมของแรงงานในแบบที่สร้างภาระให้กับนายจ้างโดยตรง

เหตุผลนั้นไม่ได้ซับซ้อนนัก หากมองผ่านกรอบอุปทานแรงงาน เมื่อแรงงานมีรายได้หรืออำนาจซื้อเพิ่มขึ้นจากภายนอกงาน (non-labor income) แรงจูงใจที่จะต้องทำงานเพิ่ม หรือแม้แต่ทำงานหนักเท่าเดิม ก็อาจลดลงได้ ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่การลาออกครั้งใหญ่หรือการหายไปจากตลาดแรงงานในทันที หากแต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อย ๆ กัดกร่อนประสิทธิภาพการทำงาน—มาทำงานสายขึ้น ขาดงานง่ายขึ้น รับโอทีน้อยลง หรือรักษาวินัยในการทำงานได้น้อยลง การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจแทบไม่ปรากฏในสถิติมหภาค แต่ต้นทุนของมันมักปรากฏชัดในภาคธุรกิจ

ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงข้อกังวลในทางทฤษฎี หากมีหลักฐานจากประเทศไทยที่ช่วยให้เห็นกลไกนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ในงานวิจัย "Subsidy, Shirking, and Strategy: Assessing the Effects of Consumption Subsidies on Worker Effort and Intervening Strategies" ผู้วิจัยใช้กรอบ difference-in-differences เพื่อศึกษาผลของมาตรการอุดหนุนการบริโภคชั่วคราวต่อแรงงานรายได้น้อยในโรงงานผลิตเสื้อผ้าไทยแห่งหนึ่ง การเปรียบเทียบนั้นเรียบง่ายและชัดเจน พนักงานสองกลุ่มทำงานแบบเดียวกัน อยู่ในโรงงานเดียวกัน ได้รับค่าจ้างเท่ากัน และหลายครั้งอยู่ในทีมเดียวกันด้วย แต่มีเพียงกลุ่มเดียวที่มีสิทธิได้รับมาตรการ1

การออกแบบเช่นนี้ทำให้มองเห็นได้ชัดขึ้นว่า เมื่อแรงงานบางส่วนได้รับแรงหนุนด้านกำลังซื้อจากรายได้ภายนอกงาน ขณะที่เพื่อนร่วมงานที่ใกล้เคียงกันแทบทุกมิติไม่ได้รับ พฤติกรรมการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร งานวิจัยพบว่าคนงานที่มีสิทธิได้รับมาตรการมีแนวโน้มมาทำงานสายมากขึ้น ขาดงานมากขึ้น และมีสัญญาณของความพยายามในการทำงานที่ลดลง

รูปที่ 2 ผลกระทบของรายได้ภายนอกงานต่อการทำงานของแรงงาน



ผลกระทบดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล็กโดยเฉพาะในภาคการผลิต

ผลกระทบดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล็ก โรงงานไม่ได้ทำงานแบบวันต่อวัน หากแต่ดำเนินงานบนตารางการผลิตที่วางแผนไว้ล่วงหน้า มีการจัดกะ จัดทีม จัดวัตถุดิบ และกำหนดเส้นตายการส่งมอบอย่างละเอียด แรงงานเพียงบางส่วนที่มาสายหรือขาดงานอาจทำให้ทั้งสายการผลิตสะดุด หัวหน้างานต้องสลับคนเข้าจุดงานใหม่ งานบางขั้นตอนต้องรอ งานบางออเดอร์ต้องเลื่อน และในบางกรณีอาจต้องจ่ายโอทีเพิ่มเพื่อกู้แผนการผลิตกลับมา

ต้นทุนที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีแค่จำนวนชั่วโมงงานที่หายไป แต่รวมถึงต้นทุนการประสานงาน ต้นทุนจากความไร้ประสิทธิภาพในสายการผลิต ความเสี่ยงที่จะส่งมอบล่าช้า และภาระในการบริหารหน้างานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในโรงงานที่อาศัยการผลิตแบบต่อเนื่องหรือมีมาร์จินไม่สูงนัก ความสะดุดเล็ก ๆ ในวินัยแรงงานอาจแปลเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่มากกว่าที่เห็นบนกระดาษหลายเท่า

ยังนับว่าโชคดีที่โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ มีทรัพยากรและความยืดหยุ่นมากพอจะดูดซับแรงกระแทกบางส่วนได้ ไม่ว่าจะผ่านการสลับกำลังคน หรือการปรับแผนการผลิตเพื่อให้ทันต่อการส่งมอบ แต่สำหรับกิจการที่เล็กกว่า มีคนหน้างานน้อยกว่า และมีพื้นที่ให้บริหารความผิดพลาดได้น้อยกว่า ต้นทุนแบบเดียวกันนี้อาจรุนแรงกว่ามาก

ดังนั้น เวลารัฐอัดฉีดกำลังซื้อ เราไม่ควรมองเพียงว่าใครได้ประโยชน์จากการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องถามด้วยว่าใครกำลังรับภาระจากผลข้างเคียงของมันอยู่ ในบางกรณี รัฐอาจช่วยออก “อีกครึ่ง” ให้ผู้บริโภค แต่ต้นทุนอีกส่วนหนึ่งกลับไปตกอยู่กับนายจ้าง ในรูปของวินัยแรงงานที่อ่อนลง การผลิตที่สะดุด และภาระการบริหารจัดการที่สูงขึ้น

คำถามนี้ยิ่งสำคัญขึ้น หากประเทศไทยกำลังจะกลับมาใช้นโยบายอย่าง “คนละครึ่งพลัส” เพราะมาตรการลักษณะนี้มักถูกประเมินผ่านตัวเลขฝั่งอุปสงค์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ใช้สิทธิ ยอดใช้จ่ายรวม หรือแรงส่งระยะสั้นต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่บทเรียนจากงานวิจัยข้างต้นเตือนว่า ภาพดังกล่าวอาจยังไม่ครบ หากแรงหนุนด้านกำลังซื้อที่รัฐใส่เข้าไป เปลี่ยนพฤติกรรมของแรงงานในแบบที่สร้างต้นทุนแฝงให้กับผู้ประกอบการ

นั่นไม่ได้แปลว่า “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายที่ไม่ควรทำ แต่ตรงกันข้าม ในบางจังหวะของเศรษฐกิจ มาตรการเช่นนี้อาจมีเหตุผลรองรับอย่างมาก แต่หากจะประเมินกันอย่างจริงจัง เราไม่ควรถามเพียงว่าโครงการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากแค่ไหน หากต้องถามด้วยว่า ต้นทุนบางส่วนของมันกำลังถูกผลักไปอยู่ตรงไหนของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการ กำลังเป็นผู้รับภาระนั้นอยู่หรือไม่

1 อ่านเพิ่มเติมจาก https://cepr.org/system/files/2024-06/CHOTIPUTSILP.pdf#:~:text=Consumption%20Subsidies%20on%20Worker%20Effort,and%20Intervening%20Strategies&text=I%20find%20that%20the%20subsidy,with%20the%20labor%2Dleisure%20trade%2Doff%20theory.

อ.ดร.รัชชานนท์ โชติพุฒศิลป์
อาจารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์