อ่าน El Llano en llamas กับการกดขี่อีสานจากอดีตถึงปัจจุบัน

16 มีนาคม 2569
67 views

El Llano en llamas เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของนักเขียนชาวเม็กซิกันผู้โด่งดังในแวดวงวรรณกรรมโลกนามว่า ฆวาน รูลโฟ (Juan Rulfo) ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกปีค.ศ.1953 ได้รวบรวมเรื่องสั้นในเล่ม 15 เรื่อง ส่วนฉบับตีพิมพ์ ครั้งที่สองในปีค.ศ.1970 ได้เพิ่มอีก 2 เรื่อง ทําให้มีเรื่องสั้นรวมทั้งสิ้น 17 เรื่อง เรื่องสั้นทั้งหมดเป็นเรื่องราวของ ชีวิตของผู้คนธรรมดาในชนบทของเม็กซิโกยุคหลังการปฏิวัติ (เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1910 ถึง 1920) และรูลโฟแต่ง ขึ้นในช่วงทศวรรษ 1940 ถึง 1950

เป็นที่รู้จักกันดีว่ารูลโฟเป็นนักเขียนผู้มีวิธีการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาจะพยายามหลีกเลี่ยงการบรรยาย สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ยืดยาว การเปลี่ยนฉากหรือการกระทําของตัวละครจะเกิดขึ้นอย่างค่อนข้างฉับพลัน ทําให้เรื่องเล่าดู กระจัดกระจายและไม่ต่อเนื่อง ด้วยวิธีการเขียนดังกล่าว เรื่องสั้นทุกเรื่องใน El Llano en llamas จึงค่อนข้าง สั้น แต่ทว่าในแต่ละย่อหน้าก็อาจจะมีข้อมูลบางอย่างที่อาจจะจําเป็นสําหรับการทําความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในอีก หลายย่อหน้าถัดไป ผู้อ่านจะค่อยๆ รับรู้ข้อมูลที่จําเป็นสําหรับการทําความเข้าใจเมื่อเรื่องดําเนินไป แต่นั่นก็ หมายความว่าผู้อ่านจําเป็นต้องใช้สมาธิเพ่งกับอักษรแต่ละตัวค่อนมาก เพราะหากข้อมูลบางอย่างหลุดลอดไปก็ อาจจะอ่านไม่รู้เรื่อง

El Llano en llamas มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า ท่งกุลาลุกไหม้ แปลโดย พีระ ส่องคืนอธรรม จัดพิมพ์โดยสํานักพิมพ์ อ่านในปีค.ศ.2018 สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสําหรับการแปลหนังสือเล่มนี้ก็คือ ภาษาที่ใช้แปลไม่ใช่ภาษาไทย มาตรฐานที่คนไทยเรียนกันในห้องเรียน แต่กลับใช้ภาษาอีสาน

ท่งกุลาลุกไหม้ (El Llano en Ilamas)
รวมเรื่องสั้นโดย ฆวาน รุลโฟ (Juan Rulfo)
แปลจากภาษาสเปนเป็นภาษาอีสาน โดย พีระ ส่องคืนอธรรม
บรรณาธิการคำอีสาน ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม
สำนักพิมพ์อ่าน ปีที่พิมพ์ 2561

ทําไมถึงต้องใช้ภาษาอีสาน? พีระกล่าวว่า “ถ้าคุณเป็นคนมาดริด (Madrid) โตมากับภาษาสเปนที่เป็นมาดริดแล้วก็ หยิบหนังสือของรูลโฟขึ้นมาอ่าน คุณก็คงจะโยนทิ้งเพราะว่ามันคือภาษาเหี้ยอะไรวะเนี่ย ทําไมมันไม่เข้าใจ ทําไม มันเป็นแบบนี้มันเป็นภาษาของเราแต่มันไม่ใช่ภาษาของเรา” กล่าวคือ ภาษาสเปนใน El Llano en llamas เป็น ภาษาพูดท้องถิ่นซึ่งรูลโฟคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก ดังนั้น การที่คนไทยจะอ่าน El Llano en llamas ให้ได้อรรถรส เหมือนกับที่คนที่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาแม่อ่านจะต้องไม่ใช้ภาษาไทยมาตรฐาน นอกจากนี้พีระยังกล่าวว่า “มัน เป็นภาษาถิ่นแต่มันเป็นภาษาที่ถูกจํากัดเป็นภาษาถิ่นหรือเปล่า... ไม่เลย งานรูลโฟถึงแม้ว่าจะใช้ภาษาถิ่น ถูกอ่าน ทั่วลาตินอเมริกา” ดังนั้น การแปลหนังสือเล่มสําคัญของแวดวงวรรณกรรมโลกเป็นภาษาอีสานก็จะทําให้ “ภาษา อีสานมันไม่ใช่ภาษาของคนอีสานเท่านั้น”1 นี่อาจจะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ส่งเสริมให้ภาษาอีสานได้การยอมรับ เทียบเท่ากับภาษาไทยมาตรฐาน

แรงจูงใจในการแปล El Llano en llamas เป็นภาษาอีสานไม่ได้มีแค่เรื่องของอรรถรสในการอ่านและการทวงคืน เกียรติภูมิของภาษา เรื่องสั้นของรูลโฟเล่าความลําบากและโศกนาฏกรรมของคนธรรมดาในชนบท ความตายเป็น ส่วนประกอบสําคัญของเรื่องเช่นเดียวกับความรุนแรง ความแค้น และความไร้จุดหมายในชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ความพยายามอันไร้ประโยชน์ของคนที่หวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยรักษาโรคและทําให้พ้นจากความตายใน ‘ตาลปา’, ความเปราะบางของชีวิตของสาวน้อยคนหนึ่งที่อาจจะแตกสลายลงไปเมื่อวัวถูกขโมยไปใน ‘จั่งว่าเฮาทุกข์ญากห ลาย’, ดินแดนที่ไม่มีความหวังจะมอบให้กับชีวิตที่ราวกับไร้ชีวิตใน ‘ลูบีนา’, ความขัดแย้งเรื่องที่ดินทํากิน วงจร ความแค้น และการแก้แค้นไร้ที่สิ้นสุดใน ‘บอกซุมมันสาว่าอย่าฆ่าข้อย!’ พีระในฐานะคนอีสานกล่าวว่าเรื่องเหล่านี้ ทําให้ El Llano en llamas “เป็นของที่ให้ความคุ้นเคยอย่างประหลาด”2 เพราะนี่ก็คือองค์ประกอบของชีวิตคน ทั่วไปในชนบทอีสาน

นอกจากนี้ความล้มเหลวของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในชนบทคืออีกประเด็นหนึ่งที่รูลโฟหยิบ ยกขึ้นมาใช้สําหรับขับเคลื่อนเรื่องสั้นของเขา ‘โนนแม่ฮัก’ เป็นเรื่องของการปฏิรูปที่ดินและอํานาจรัฐที่ล้มเหลว ทํา ให้ผู้คนถูกผู้มีอํานาจข่มขู่ก่อนจะค่อยๆ หนีหายไปจากพื้นที่ “แต่นั้นมาจนบัดนี้โนนแม่ฮักก็เริ่มฮ้าง บ่ท่อใด๋กะสิมี ผู้นึงย้ายออก ข้วมป้อมงัวหม้องมีเสาสูง แล้วหายจ้อยไปหลังซุมต้นโอ๊ก บ่เคยคืนมาอีก คนพากันญ้ายออกไป กะท่อ นั้น” (p.10) หรือ ‘วันแผ่นดินปี้น’ ซึ่งเล่าเรื่อง “คณะผู้ว่าฯ” ไปเยี่ยมประชาชนหลังจากเกิดแผ่นดินไหว แต่ “เรื่อง ของเรื่องกะคือว่า แทนที่สิเป็นการมาเยี่ยมยามถามข่าวผู้บาดเจ็บกับผู้สูญเสียเฮือนซานบ้านซ่องทังหลาย ผัดเป็น งานเลี้ยงยาปาปิ้ง แฮ่งบ่ต้องเว้าเถิงตอนวงดนตรีจากเตเปกเข้ามาตื่ม วงดุริญางค์เผิ่นมาสวยญ้อนเหตุว่ารถทังเห มิดถืกใซ้ไปกับคณะท่านผู้ว่าฯ ซุมนักดนตีกะเลยต้องญ่างมาเอง” (p.134) ประเด็นเรื่องรัฐทําให้พีระเทียบเคียงกับ วิถีชีวิตของชาวอีสานที่ลาว คําหอม เล่าใน ฟ้าบ่กั้น ว่า “เมื่อได้อ่านเรื่องราวอย่างใส่ใจมากขึ้นก็จะตระหนักได้ว่า ความไม่ไยดีและการกดขี่ของรัฐบาลเป็นต้นตอสําคัญอย่างหนึ่งของความทุกข์ยากที่ประจักษ์... แทนที่ว่าการแบ่ง ทรัพยากรและการจัดการสวัสดิการของรัฐบาลจะอํานวยให้พลเมืองกับรัฐขยับเข้ามาใกล้และเท่าเทียมต่อกันมาก ขึ้น กลับกลายเป็นคําบัญชาของผู้ทรงเมตตา”3

ในฐานะนักประวัติศาสตร์ธงชัย วินิจจะกูล เห็นการกดขี่ (จากรัฐ) ในภาคอีสานมาอย่างต่อเนื่อง4 ได้เล่าย้อนกลับ ไปในอดีตว่า ดินแดนที่เป็นภาคอีสานในทุกวันนี้นั้นเป็นชายขอบมาแต่ไหนแต่ไร ทางตอนบนก็เป็นชายขอบแห่ง อํานาจของเวียงจันทน์ทางตอนล่างและตะวันออกก็เป็นชายขอบของจําปาศักดิ์ในขณะที่ตอนกลางของภาคในทุก วันนี้ก็อยู่ภายใต้อํานาจของเมืองโคราชซึ่งขึ้นตรงกับอํานาจของสยามอีกต่อหนึ่ง แน่นอนว่าศูนย์กลางอํานาจไม่ได้ ใส่ใจกับการพัฒนาดินแดนเหล่านี้ตรงกันข้ามกับใช้อํานาจที่แผ่ไปถึงเรียกร้องให้มีการส่งบรรณาการในรูปของป่า นานาชนิดเพื่อแลกกับการคุ้มครอง

จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 สยามซึ่งถูกบีบคั้นจากความกระหายล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกก็พยามแผ่อํานาจให้ ชัดเจนไปยังดินแดนที่เป็นภาคอีสานในทุกวันนี้เพื่อแสดงว่านี่คือส่วนหนึ่งของราชอาณาจักร การปกครองแบบ เทศาภิบาลถูกนํามาใช้เพื่อรวมอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เมืองต่างๆ ซึ่งเคยปกครองโดยผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่ถูก แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองถูกรวมเข้าเป็นมณฑล โดยมีข้าหลวงเทศาภิบาลซึ่งเป็นข้าราชการที่ถูกส่งโดยตรงจาก กรุงเทพฯ ไปเป็นผู้ปกครองแทน รัฐบาลแต่งตั้งข้าราชการที่ทําหน้าที่เรียกเก็บภาษีจากประชาชนโดยตรงทําให้เจ้า ภาษีนาอากร (ซึ่งหลายคนเป็นเจ้าเมือง) หมดหนทางทํามาหากิน การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึงการที่สยามเข้ามามี ปฏิสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่และเรียกเก็บภาษีโดยตรง ซึ่งสิ่งที่คนในพื้นที่ทั้งที่เคยเป็นผู้ปกครองที่เคยมีอํานาจ และชาวบ้านทั่วไปรู้สึกก็คือ พวกตนปราศจากอํานาจในการปกครองตัวเองแถมยังโดนรัฐบาลรีดภาษีรัชชูปการและ ค่านาโดยที่ไม่มีอะไรที่จับต้องได้เป็นการตอบแทน การเกิดขึ้นของกบฏผู้มีบุญในช่วง ค.ศ. 1901 – 1902 คือ ปฏิกิริยาของการถูกบีบคั้นในเวลานั้น5

ในช่วงเวลาต่อมา หลังการเปลี่ยนระบอบการปกครอง การค้าขายกับต่างชาติทําให้เศรษฐกิจกรุงเทพฯ เติบโตขึ้น รวดเร็ว ขณะที่ชาวนาในชนบทภาคกลางผลิตข้าวได้มากจนพอขาย แต่ชาวนาในอีสานยังผลิตข้าวเหลือขายแต่ เพียงน้อยนิด ในปีค.ศ.1953 ครัวเรือนในอีสานมีรายได้เฉลี่ย 954 บาท แต่ครัวเรือนในภาคกลางมีรายได้เฉลี่ย 2,888 บาทต่อปี6 อคติของรัฐบาลในการพัฒนาภาคอีสานนั้นเป็นที่ประจักษ์ผู้แทนราษฎรจากภาคอีสานพยายาม อภิปรายในประเด็นนี้ในหลายโอกาส เช่น กรณีนายเลียง ไชยกาล ผู้แทนจากจังหวัดอุบลราชธานีเรียกร้องให้ชาว อีสานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาชี้แจงถึงความไม่โปร่งใสของการใช้จ่ายงบเพื่อการ ชลประทานในจังหวัดภาคอีสาน7 เป็นต้น การเรียกร้องเช่นนี้ผนวกกับภัยคอมมิวนิสต์ที่เริ่มคุกคามเข้ามาใน ประเทศไทย นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจภาคอีสานจึงเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “สร้าง ชาติ” ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม8 แต่ทว่านโยบายเหล่านี้เกิดขึ้นช้าเกินไปมาก เศรษฐกิจอีสานยังคง จึงล้าหลังกว่าเศรษฐกิจกรุงเทพฯ อย่างมากและดูเหมือนจะไม่มีทางไล่ตามทัน

ความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ภูมิภาคดึงคนออกจากบ้านเกิดในชนบทของภาคอีสาน ตั้งแต่ช่วงปลาย ทศวรรษ 1950 คนอีสานวัยหนุ่มสาวจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ เดินทางสู่กรุงเทพฯ เพื่อหางานทํา บางคนไป เพียงชั่วคราวในช่วงหน้าแล้งที่ไม่สามารถทําการเพาะปลูกได้หลายคนไปยาวนานกว่านั้น การพัฒนาถนนหนทาง ในสมัยรัฐบาลสฤษดิ์ที่มีเป้าหมายเพื่อกระจายความเจริญสู่ชนบททําหน้าที่ขนส่งแรงงานจากชนบทเพื่อเข้ามาสร้าง ความเจริญในเมืองด้วยเช่นกัน งานที่พวกเขาทําส่วนใหญ่จะเป็นงานใช้แรงงานหนักหรืองานทักษะตํ่า เช่น งาน บ้าน งานก่อสร้าง หรืองานในโรงงาน ภาพลักษณ์ของการเป็นคนการศึกษาตํ่า หาเช้ากินคํ่า เลี้ยงชีพด้วยกําลังกาย ยากจน และมีวัฒนธรรมแปลกไปจากคนกรุงเทพฯ จึงถูกตีตราให้กับคนอีสาน พิพัฒน์กระแจะจันทร์นัก ประวัติศาสตร์ที่ทําวิจัยเกี่ยวกับคนอีสานชี้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการดูแคลนชาวอีสานที่อาจจะยังคงหลงเหลืออยู่ ในสังคมปัจจุบัน9

ในทุกวันนี้อคติในการพัฒนาเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้ปรากฏเด่นชัดเหมือนในอดีต รัฐบาลทุกรัฐบาลมีนโยบาย พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคซึ่งรวมไปถึงภาคอีสานและประสงค์ให้เศรษฐกิจอีสานเติบโตไม่ให้น้อยหน้าภาคอื่นๆ แต่ สถิติก็บอกว่าความเหลื่อมลํ้าในการจัดสรรทรัพยากรยังปรากฏให้เห็น การศึกษาพบว่าระหว่างปี2016 ถึง 2018 งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้แต่ละจังหวัดยังคงมีการกระจุกตัว ภาคอีสานคือภาคที่ได้รับงบประมาณรายจ่าย ประจําปีเฉลี่ยต่อหัวประชากรตํ่าสุดที่ 6,900.6 บาท ในขณะที่ภาคที่ได้รับงบประมาณในลําดับถัดมาคือภาค ตะวันตกอยู่ที่ 8,281.8 บาท ส่วนภาคกลางคือภาคที่ได้รับงบประมาณสูงสุดอยู่ที่ 12,842.6 บาท ถึงแม้ความ แตกต่างนี้จะมีเหตุผลของมัน เช่น หน่วยงานระดับกรมซึ่งรับงบประมาณมาใช้จ่ายเกี่ยวการจ้างบุคลากรตั้งอยู่ใน ปริมณฑล สถิติจึงถูกบันทึกว่าภาคกลางได้รับงบประมาณ หรือหน่วยงานราชการมีขนาดสอดคล้องกับสภาพ เศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด จังหวัดที่มีขนาดเล็กจึงได้งบประมาณน้อย แต่ก็ยังมีที่ทางในการจัดสรรงบประมาณอีก หลายส่วนที่เสียงเรียกร้องจากท้องถิ่นอาจจะทําให้การจัดสรรงบประมาณเปลี่ยนแปลงไปและลดระดับความ เหลื่อมลํ้าลงได้10, 11

ในเรื่อง ‘เพิ่นปันดินให้เฮา’ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้รับจัดสรรที่ดินทํากินจากรัฐบาล แต่ที่ดินดังกล่าวอยู่ห่างไกล แห้ง แล้ง แถมพื้นดินยังเป็นหินแข็งจนไม่สามารถเพาะปลูกได้ ตัวละครตัวหนึ่งกล่าว “เฮาคิดว่าคันไถกะคงฟันบ่เข้า ดินคือเหมืองหินที่อยู่ท่งกุลานี่ มันต้องเอาบักจกก่นลงไปเป็นฮูจั่งค่อยหย่อนเมล็ดใส่ เฮ็ดปานนี้แล้วกะญังแน่ใจบ่ได้ ว่าสิมีหญังป่งมาหรือบ่ เข้าโพดเข้าหญังกะบ่งอกดอก” พวกเขาพยายามอธิบายกับเจ้าหน้าที่รัฐว่าไม่สามารถทํากิน บนที่ดินผืนนั้นได้“แต่เพิ่นปิดหูบ่ญินคําเฮา” นี่ชวนให้คิดว่าถึงแม้รัฐบาลไทยจะไม่ได้กดขี่ภาคอีสานจนเป็นที่ ประจักษ์เหมือนเมื่อร้อยปีก่อน แต่งบประมาณที่รัฐจัดสรรมาให้จะแก้ไขปัญหาปากท้องของผู้คนได้จริงก็ต่อเมื่อ เสียงของพวกเขาดังพอที่จะบอกว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ

เชิงอรรถ

1 https://www.youtube.com/watch?v=dic_frFEovY&t=1308s

2 https://readjournal.org/aan-on-line/7953/

3 https://readjournal.org/aan-on-line/7953/

4 https://theisaanrecord.co/2025/11/15/thongchai-winijjakul-awakening-isan-fighters/

5 ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเคอร์. 2003. เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพ. เชียงใหม่: ซิลค์เวอร์ม บุคส์, p.87.

6 ชาร์ลส์ เอฟ คายส์. 2013. อีสานนิยม: ท้องถิ่นนิยมในสยามประเทศไทย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, p. 85

7 อ้างซ้ำ, p.92

8 สุวิทย์ ธีรศาศวัต และดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. 2541. ประวัติศาสตร์อีสานหลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงปัจจุบัน. ขอนแก่น: สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น, p.29.

9 https://www.youtube.com/watch?v=XSf-TcBs0Fo&t=1090s

10 พิชิต รัชตพิบุลภพ และ ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์. 2024. การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายมิติพื้นที่และข้อสังเกตต่อการประจุกตัวและความเหลื่อมล้ำรายจังหวัด. วารสารเศรษฐศาสตร์ละบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ, 16(1), 19-34.

11 ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และ พิชิต รัชตพิบุลภพ. 2023. การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายมิติพื้นที่และแนวทางการปฏิรูป. วารสารสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย, 5(9), 24-36.

นภนต์ ภุมมา
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์