คงจะไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าปี 2025 เป็นปีที่ประชากรทั้งในและนอกประเทศต่างก็มีชีวิตที่วุ่นวายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์โควิด เพราะเป็นปีที่ประเทศไทยเผชิญกับปัจจัยเฉพาะหลายประการ ทั้งจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อต้นปี ความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่เริ่มคุกรุ่นเมื่อกลางปี ตลอดจนสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เมื่อปลายปี ทางด้านประชากรโลกก็ไม่ได้ประสบสภาวการณ์ที่ดีกว่ากันนัก ในปีที่ผ่านมานานาประเทศต่างก็เผชิญกับความตึงเครียดในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะจากความขัดแย้งระหว่างหลายประเทศที่ดำเนินมาอย่างยืดเยื้อและยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายลง เช่น สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การปะทะระหว่างอินเดียและปากีสถาน รวมถึงความตึงเครียดระหว่างจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน (Lindsay, 2025; Hale, 2025) หรือจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนพลวัตอย่างชัดเจนจากมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการรุกตลาดโลกของประเทศจีน โดยเฉพาะในฐานะผู้ครองตลาดแร่ธาตุหายากในระดับนานาชาติ (Lindsay, 2025)
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นำพามาซึ่งความไม่แน่นอนทั้งในแง่การดำเนินธุรกิจตลอดจนการตัดสินใจใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเป็นหนึ่งใน “small and open economy” กล่าวคือเป็นประเทศที่ค้าขายกับประเทศอื่น แต่มีขนาดเล็กจนไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าในตลาดโลกได้ จึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในระดับนานาชาติด้วยเช่นกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นไปในเวทีโลกกับการตัดสินใจบริโภคของคนไทยจึงไม่สามารถตัดกันได้ขาดเสียทีเดียว กล่าวคือความเปราะบางทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนไม่ควรถูกพิจารณาจากปัจจัยในประเทศเพียงเท่านั้น แต่ควรพิจารณาถึงปัจจัยอื่นที่สามารถส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริโภคด้วย ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษาของ Balta, Valdés Fernández และ Ruscher (2013) ที่พบว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งการลงทุนและการบริโภค และผลกระทบดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้นภายหลังวิกฤตการณ์การเงินโลก (Global Financial Crisis: GFC)
แล้วการบริโภคที่ว่านี้ แท้จริงแล้วมีรูปแบบอย่างไร? ในยุคเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ทฤษฎีการบริโภคที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายคือทฤษฎี Permanent Income Hypothesis โดย Milton Friedman ที่เสนอแนวคิดที่ว่ามนุษย์ที่มีเหตุผล (Rational) ตัดสินใจการใช้จ่ายโดยอ้างอิงการรายได้ตลอดชีพของเขา ไม่ใช่จากรายได้ในปัจจุบันเท่านั้น (Friedman, 1957) และเมื่อพิจารณาควบคู่กับทฤษฎี Life-Cycle Hypothesis ของ Albert Ando และ Franco Modigliani (รูปที่ 1) ที่ว่า มนุษย์มักออมเงินในช่วงที่รายได้สูงเพื่อรักษาระดับการใช้จ่ายให้เพียงพอตลอดชีพแม้ในช่วงเวลาที่ระดับรายได้เปลี่ยนไป (Hayes, 2025) ก็ทำให้พอสรุปได้ว่าหากรายได้ในอนาคตดูลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ว่าจะทั้งจากปัจจัยส่วนบุคคลหรือเพราะสภาพเศรษฐกิจในหรือนอกประเทศ รายจ่ายในปัจจุบันก็อาจจะถูกลดทอนลงตามเพื่อเป็นเบาะกันกระแทกในวันหน้าและส่งผลให้การบริโภคในครัวเรือนในประเทศลดลงด้วย ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษาของ Manou and Papapetrou (2025)
รูปที่ 1 กราฟแสดงทฤษฎี Life-Cycle Consumption

(ที่มา Investopedia)
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ว่าความไม่แน่นอนเป็นความรู้สึกเฉพาะตน เราจะสามารถวัดความรุนแรงของปัจจัยทางอารมณ์นี้เพื่อมาประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร? ในปัจจุบัน ความไม่แน่นอนสามารถสะท้อนได้จาก World Uncertainty Index ที่ถูกพัฒนาโดย IMF (International Monetary Fund) และ Stanford University โดยคำนวณจากความถี่ของการใช้คำว่า “ความไม่แน่นอน (uncertainty)” และคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องในรายงาน Economist Intelligence Unit (EIU) รายไตรมาสของ 143 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย (Ahir et al., 2022)
ดัชนี World Uncertainty Index ที่พุ่งสูงในปี 2025 โดยเฉพาะในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าต่อหลายประเทศคู่ค้าในวัน Liberation Day (รูปที่ 2) ซึ่งสอดคล้องกับดัชนี Global Economic Uncertainty Index ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกัน (รูปที่ 3) ก็ช่วยยืนยันความรู้สึกของผู้คนในปีที่ผ่านมาว่าเป็นปีแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดอย่างแท้จริง ดังนั้นตามข้อสมมติฐานของ Friedman และ Ando and Modigliani แล้ว ดัชนีที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคก็ควรชะลอตัวเพื่อสะท้อนการตัดสินใจในการ “เกลี่ย” การใช้จ่ายในวันที่ไม่แน่นอนเพื่อสำรองใช้ในอนาคต
รูปที่ 2 World Uncertainty Index

(ที่มา: NBER Working Paper)
รูปที่ 3 Global Economic Uncertainty Index

(ที่มา: Economic Policy Uncertainty)
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่แน่นอนในปี 2025 กับการบริโภคจะยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP: Gross Domestic Product) ในปี 2025 ของทุกประเทศทั่วโลก แต่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI: Consumer Confidence Index)1) ได้ปรับตัวลดลงในปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่หลายประเทศทั่วโลกดำเนินมาตรการ Lockdown เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์บรรเทาลง และลดลงอีกครั้งเมื่อความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2022 ส่วนปี 2025 นั้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคค่อยๆ ปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นปีและมีค่าต่ำสุดในเดือนเมษายน 2025 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีกับนานาประเทศในวัน Liberation Day
รูปที่ 4 Consumer Confidence Index

(ที่มา: OECD)
แล้วภาพรวมการบริโภคของประเทศไทยไทยในปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร? จากรูปที่ 4 แสดงให้เห็นว่า ดัชนีความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก (Global Economic Policy Uncertainty Index: GEPU) มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทย (Consumer Confidence Index: CCI) อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในไทยยังปรับตัวในทิศทางเดียวกันกับการบริโภคภายในประเทศ ดังที่แสดงในรูปที่ 5 เช่นกัน ข้อสังเกตดังกล่าวนี้สอดคล้องกับงานศึกษา Apaitan, Luangaram and Manopimoke (2019) ซึ่งได้พัฒนาดัชนีความไม่แน่นอนของประเทศไทยเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยพบว่าความไม่แน่นอนส่งผลให้องค์ประกอบสำคัญของอุปสงค์มวลรวม ได้แก่ การลงทุน การบริโภค และการส่งออก ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
รูปที่ 5 Global Economic Policy Uncertainty Index และ Consumer Confidence Index (Thai)

ที่มา: Consumer confidence index (CCI): มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
Global Economic Policy Uncertainty Index: Current Price Adjusted GDP (GEPUCURRENT): Federal reserve
รูปที่ 6 Private Consumption Expenditure และ Consumer Confidence Index (Thai)

ที่มา: Consumer confidence index (CCI): มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
Real Private Consumption Expenditure (RPCE): สภาพัฒนฯ
เมื่อพิจารณาผลการศึกษาทั้งจากในและนอกประเทศข้างต้น เราจะสามารถเห็นได้ว่าความเป็นไปในระดับนานาชาติสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศได้มากกว่าที่คิด เพราะนอกจากความไม่แน่นอนจะสามารถส่งทางตรงผ่านช่องทางการค้าระหว่างประเทศได้แล้ว ยังสามารถกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนและนำไปสู่การชะลอการใช้จ่ายทั้งเพื่อเก็บออมสำหรับป้องกันความเสี่ยงและเป็นเงินฉุกเฉิน ดังที่ครัวเรือนส่วนมากได้บทเรียนจากช่วงสถานการณ์โควิด–19 มาแล้ว และเพื่อรอให้สถานการณ์ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลงได้ผ่านช่องทางการใช้จ่ายหรือการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลงนั่นเอง โดยการบริโภคภาคเอกชนเป็นแขนงหนึ่งที่สำคัญของเศรษฐกิจในประเทศเนื่องจากสัดส่วนของการบริโภคภาคเอกชนซึ่งคิดเป็นประมาณ 57.7% ของ GDP (รองลงมาเป็น การส่งออก (ยังไม่สุทธิ) 65.4% การใช้จ่ายภาครัฐ 22.2% และการลงทุนภาคเอกชน 17.3% ตามลำดับ (Pongsapiyapaiboon, 2024)) ดังนั้น แม้ว่าในปี 2026 นี้บางสถานการณ์จะพอคลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่ความแข็งแกร่งของการบริโภคของภาคครัวเรือนยังไม่ควรถูกมองข้าม และควรมีมาตรการรองรับที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการหยุดชะงักของการบริโภค (consumption disruption) ตลอดจนเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของประชาชน เพื่อให้สามารถบริโภคได้อย่างยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกันต่อความไม่แน่นอนท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน
อย่างไรก็ตาม การสร้างความแข็งแกร่งของการบริโภคมีหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับมุมมองและจุดประสงค์ของ ผู้ดำเนินนโยบายในแต่ละช่วงเวลา เช่น ในระยะสั้น การบริโภคมักถูกกระตุ้นโดยตรงผ่านการดำเนินนโยบายการคลังแบบทวนวัฏจักรเศรษฐกิจ (Counter-cyclical Fiscal Policy) อาทิ จากการเพิ่มค่าใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อสร้างผลกระทบทางอ้อม (Spill-over effect) ต่อการบริโภคผ่านการใช้จ่ายในระบบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นที่นิยมทั่วโลกโดยเฉพาะหลังช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ตัวอย่างที่เห็นได้ในประเทศไทย คือ โครงการคนละครึ่ง และเที่ยวดีมีคืน เป็นต้น หรือกรณีที่ผู้ดำเนินนโยบายเห็นความเปราะบางเฉพาะกลุ่ม ก็อาจจะใช้นโยบายที่เพิ่มความสามารถในการใช้จ่ายของกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะเจาะจงมากขึ้น เช่น นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของไทย ซึ่งช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้ผู้มีรายได้น้อยแบบตรงเป้า ด้วยการเพิ่มกำลังซื้อและลดความยากจนในระยะสั้น
แม้นโยบายลักษณะดังกล่าวจะสามารถสร้างผลกระทบต่อการใช้จ่ายในประเทศได้ แต่ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระยะยาวก็ไม่ควรถูกมองข้าม การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของการบริโภคภาคเอกชนที่ยั่งยืนอาจจะไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้ผ่านการเน้นเพิ่มปริมาณการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละแขนงของภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกันแบบใยแมงมุมก็ควรถูกพิจารณาและนำมาขยายประโยชน์ควบคู่กันด้วย เช่น จากการเพิ่มความมั่นใจในการประกอบอาชีพหรือดำเนินชีวิตโดยพื้นฐานให้ได้รับผลจากความผันผวนน้อยลง อาทิ การทำประกันการว่างงานดังที่สามารถเห็นได้ในสหรัฐอเมริกา (Chanthapong, S. and Lertwitwatcchai, n.d.) หรือการทำประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ที่ช่วยให้ประชาชนส่วนมากเข้าถึงบริการสุขภาพและลดภาระค่ารักษา อีกทั้งในระยะยาวการสร้างสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่มีคุณภาพ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเอกชน การพัฒนาคุณภาพแรงงานให้ทั้งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกและทรัพยากรของประเทศ โดยเฉพาะผ่านการพัฒนาและกระจายระบบสาธารณูปโภคตลอดจนการศึกษาที่ทั่วถึง ก็ควรจะเป็นแผนระยะยาวที่ไม่ถูกลืมเช่นกัน
เราสามารถเห็นได้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างความเป็นไปในโลกกับความเป็นอยู่ของคนไทยในฐานะประชากรของประเทศขนาดเล็กที่มีการค้าขายกับต่างประเทศ (small and open economy) ไม่สามารถตัดกันได้ขาดเสียทีเดียว ดังนั้นเมื่อมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น แม้ดูเหมือนจะไกลตัว แต่ก็ไม่ควรมองข้ามมาตรการรองรับผลกระทบได้อย่างที่ทันท่วงที รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจในประเทศในมิติต่างๆ ที่นอกเหนือขอบเขตของการบริโภคโดยตรง
เชิงอรรถ
1) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI: Consumer Confidence Index) จัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD: Organisation for Economic Co-operation and Development) เป็นดัชนีที่ใช้วัด “มุมมองและความคาดหวังของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ” (OECD, 2025) และมักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสะท้อนการบริโภคผ่านมุมมองของผู้บริโภคต่อแนวโน้มในด้านสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงภาวะการจ้างงานในตลาดแรงงาน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนสำคัญต่อการตัดสินใจบริโภคเป็นอย่างยิ่ง (Carroll, Fuhrer and Wilcox, 1994)
อ้างอิง
Ahir, H., Bloom, N., & Furceri, D. (2022). The World Uncertainty Index. NBER Working Paper Series. https://www.nber.org/system/files/working_papers/w29763/w29763.pdf
Apaitan, T., Luangaram, P. and Manopimoke, P., 2019. Uncertainty and economic activity: Does it matter for Thailand? Bank of Thailand Discussion Paper.
Balta, N., Valdes Fernandez, I. and Ruscher, E., 2013. Assessing the impact of uncertainty on consumption and investment. Quarterly Report on the Euro Area, 12(2), pp.7–16.
Carroll, C.D., Fuhrer, J.C. and Wilcox, D.W., 1994. Consumer confidence as a predictor of consumption spending. New England Economic Review, November/December, pp.59–78.
Chanthapong, S. and Lertwitwatcchai, N. (n.d.) Social protection: Lessons from international experiences. Macroeconomic Department, Bank of Thailand; School of Foreign Service.
Davis, Steven J., 2016. “An Index of Global Economic Policy Uncertainty,” Macroeconomic Review, October.
Economic Policy Uncertainty. (2026, January). Economic Policy Uncertainty Index. Economic Policy Uncertainty. https://www.policyuncertainty.com/index.html
Friedman, M. (1957) A Theory of the Consumption Function. Princeton University Press, Princeton.
Hale, E. (2025, December 5). Japan, China continue to spar at UN over Takaichi remarks on Taiwan. Al Jazeera. https://www.aljazeera.com/news/2025/12/5/japan-china-continue-to-spar-at-un-over-takaichi-remarks-on-taiwan
Hayes, A. (2025, April 21). What is the life-cycle hypothesis in economics?. Investopedia. https://www.investopedia.com/terms/l/life-cycle-hypothesis.asp
Lindsay, J. M. (2025, December 23). Ten most significant world events in 2025. Council on Foreign Relations. https://www.cfr.org/articles/ten-most-significant-world-events-2025
Manou, K., & Papapetrou, E. (2025). Does uncertainty matter for household consumption? A mean and a two tails approach. SSRN Electronic Journal, 49, 909–941. https://doi.org/10.2139/ssrn.4764908
Nithisan Pongsapiyapaiboon. (2024). The Structure of the Thai Economy at Its Current Position. “Ruam Duay Chuay Kid” column, Prachachat Business Newspaper, 18–20 March. Bank of Thailand.
OECD. (2025, December). Consumer confidence index (CCI) | OECD. OECD. https://www.oecd.org/en/data/indicators/consumer-confidence-index-cci.html
Phongpiyaphaiboon, N. (2024) Thailand’s economic structure at the current juncture. Prachachat Business, 18–20 March.