ผู้เขียนได้มีโอกาสรับชมภาพยนตร์ “Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)” (2026) ที่กำกับโดย “เต๋อ” นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ฉายภาพชีวิตแรงงานคอปกขาว (white-collar) ที่ทำงานตามออฟฟิศได้อย่างหนืดหน่วงแต่น่าติดตาม เนื้อหาและวิธีการเล่าเรื่องของ “พนักงานใหม่ฯ” ทำให้ผู้เขียนได้ย้อนคิดถึงประเด็นทางเศรษฐศาสตร์การเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงานในยุคปัจจุบัน ผู้เขียนจึงขอทำการสะท้อนและแลกเปลี่ยนข้อสังเกตที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งนี้ ผู้เขียนได้พยายามหลีกเลี่ยงการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ แต่อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนซึ่งจำเป็นต่อการแสดงข้อสังเกต
ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเรื่องได้อย่างน่าสนใจ ตั้งแต่การวางให้ตัวละครหลักอย่าง “เฟรน” ทำงานในฝ่าย HR หรือทรัพยากรมนุษย์ ที่มีหน้าที่ในการบริหารการเข้าและออกของพนักงานในบริษัทโดยตรง ในด้านหนึ่ง การทำงานของฝ่าย HR ในเรื่องฉายภาพมนุษย์ในฐานะทรัพยากรที่หน่วยธุรกิจนำมาใช้เป็น “ปัจจัยการผลิต” (production factors) ในการผลิตของตนเอง หน่วยธุรกิจพร้อมใช้งานปัจจัยการผลิตเหล่านี้อย่างไม่คำนึงถึงเวลาส่วนตัวและค่าเสื่อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจมากนัก เพราะหากปัจจัยการผลิตเหล่านี้ใช้ไม่ได้ก็สามารถคัดทิ้งไปได้ พร้อมกับทำการหาปัจจัยการผลิตอันใหม่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยข้อจำกัดเพียงประการเดียวของหน่วยธุรกิจคือ กฎหมายแรงงานที่ไม่อนุญาตให้ทำงานตลอดเวลา ถ้ามองมนุษย์เป็นปัจจัยการผลิต หน้าที่หลักของฝ่าย HR คือการหาปัจจัยการผลิตที่คุณภาพดีที่สุดหรือเหมาะสมกับการทำงานของหน่วยธุรกิจที่สุด ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด ดังเห็นได้จากการเจรจาต่อรองค่าตอบแทนหรือสวัสดิการที่เกิดขึ้นในเรื่องหลายครั้ง
ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่าย HR ก็เป็นผู้เลือกรับผลผลิตจากการผลิตซ้ำทางสังคม (social reproduction) หรือการบ่มเพาะมนุษย์ซึ่งเป็นผลผลิตจากครัวเรือนและสถาบันทางสังคมอื่น ๆ มนุษย์ที่ได้รับการบ่มเพาะในแนวทางที่สังคมให้การยอมรับ เช่น มีความสามารถในการสื่อสารภาษาต่างประเทศได้อย่างเชี่ยวชาญ หรือมีประวัติด้านการศึกษาและสุขภาพที่ไม่บกพร่อง ก็มีความสามารถในการต่อรองกับหน่วยธุรกิจในการยอมรับข้อเสนอการจ้างงาน ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงตอกย้ำเรื่องของการส่งลูกหลานให้เข้าเรียนนานาชาติหรือศึกษาต่อในต่างประเทศเพื่อสร้างอำนาจต่อรองของมนุษย์ที่ตัวเองมีส่วนร่วมในการผลิตซ้ำให้สูงขึ้น ความน่าเศร้าสำหรับผู้คนคือ ในยามที่ระบบเศรษฐกิจอยู่ท่ามกลางภาวะชะงักงันหรือตกต่ำ อำนาจต่อรองของมนุษย์ในการกระทำสัญญากับหน่วยผลิตในฐานะของแรงงานผู้มีส่วนร่วมในการผลิตก็ยิ่งน้อยลงไปอีก และในหลายครั้ง มนุษย์ที่มาจากภูมิหลังทางสังคมที่ไม่ได้เปรียบมากนักจำเป็นต้องยอมอดทนและทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ขับเน้นความเป็นสินค้าและกลบเกลื่อนความเป็นมนุษย์ที่มีเครือข่ายทางสังคมนอกเหนือจากเพื่อนร่วมงาน เพราะพวกเขา/เธอจำเป็นต้องได้รับค่าจ้างที่เป็นตัวเงินมาใช้แลกเปลี่ยนสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต
ในด้านลักษณะความย้อนแย้งยังปรากฏในตัวละคร เฟรนซึ่งทำงานในฝ่าย HR ที่ถึงแม้จะรู้สึกแย่กับการกระทำที่ต้องคอยคัดกรองและคัดออกมนุษย์ที่เวียนว่ายเข้ามาในหน่วยธุรกิจตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ที่เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งได้จากโลกไป แต่เฟรนจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการผลิตต่อไป เพราะเธอจำเป็นต้องเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการผลิตซ้ำมนุษย์ที่กำลังเข้ามาเป็นสมาชิกในครัวเรือนของตนเอง ยิ่งกว่านั้น เฟรนยิ่งจำเป็นที่ต้องปรับแปลงตัวเองให้กลายเป็นปัจจัยการผลิตหรือสินค้า ที่กดทับความรู้สึกของตนเองให้ได้มากที่สุด เพราะสถานะทางเศรษฐกิจและแผนการใช้จ่ายเพื่อผลิตซ้ำทางสังคมของตัวเองไม่อนุญาตให้เธอเลือกเดินออก (exit) จากหน่วยธุรกิจที่เธอรู้สึกว่าลดทอนความมนุษย์ ต่างกับเพื่อนร่วมงานอีกคนที่สามารถอัปเปหิตัวเองออกไปได้ เพราะมีตาข่ายรองรับทางเศรษฐกิจที่ทั้งใหญ่และกว้างกว่าอย่างชัดเจน
สถานะและการตัดสินใจของเฟรนช่วยตอกย้ำให้ผู้เขียนนึกถึงข้อเสนอทางทฤษฎีที่ว่า ทางรอดของมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่ไม่มีเครือข่ายกับตาข่ายทางสังคมและสวัสดิการของรัฐรองรับมากนัก คือการแปลงสภาพตัวเองให้เป็นสินค้าที่พร้อมถูกใช้ในตลาดมากที่สุด ยังไม่รวมกับข้อเท็จจริงที่ว่า เฟรนและคู่ชีวิตยังต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินในการผ่อนชำระที่อยู่อาศัย และแผนการใช้จ่ายในอนาคต ซึ่งบีบให้ทั้งคู่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่ปรากฏในรูปของลูกค้าและนายจ้างสูงขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นประเด็นที่คล้ายคลึงกับข้อเสนอของ David Graeber (2011) นักมานุษยวิทยาผู้ล่วงลับไปแล้ว เคยกล่าวในทำนองว่า หนี้และความจำเป็นทางการเงินคือสิ่งที่ผลักให้มนุษย์ต้องทำงานหนักขึ้น
ความเป็นสินค้าของมนุษย์ในเรื่อง “พนักงานใหม่” ยิ่งถูกผลิตซ้ำไปอีกในฉากของการอบรมภายในหน่วยธุรกิจที่ เฟรนทำงานอยู่ ฉากหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากคือ การนำเสียงของการอบรมจำพวกทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifetime learning) เพื่อให้สามารถรับมือกับเทคโนโลยีที่มาทดแทนแรงงานได้ มาประกอบฉากที่ฉายภาพของเถ้ากระดูกเป็นระยะเวลาหนึ่ง ราวกับจะตอกย้ำว่า มนุษย์อาจพ้นจากภาวะที่ต้องยกระดับผลิตภาพของตนเองในฐานะสินค้าด้วยความตายเท่านั้น การบรรจุฉากข้างต้นยังทำให้ผู้เขียนนึกถึงว่า แรงงานในปัจจุบันมีสภาพที่ไม่ต่างกับระบบปฏิบัติการในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย เพราะต้องมีการ update อยู่เป็นระยะ มิเช่นนั้นแล้ว แรงงานหรือระบบปฏิบัติการก็ไม่สามารถเชื่อมต่อและทำงานกับระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ ยิ่งกว่านั้น ผู้เขียนยังชอบฉากการอบรมภายในหน่วยธุรกิจเรื่องวิธีคิดเชิงบวก (positive thinking) เพราะเผยให้เห็นถึงลักษณะของแรงงานในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งมักยืนยันเสมอว่า แรงงานเป็นสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะประการหนึ่ง คือความสามารถในการต่อรองด้วยตนเอง เพราะสามารถเปล่งวาจาและกระทำอะไรที่นอกเหนือจากคำสั่งของผู้ซื้อได้ ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน การคิดเชิงบวกในแง่หนึ่งคือ การบ่มเพาะรูปแบบทางจิตใจ (mental mode) ให้มนุษย์มุ่งมั่นกับภารกิจด้านการใช้แรงงาน และให้มนุษย์แบกรับอุปสรรคและความยากลำบากด้วยตนเองเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม แรงงานออฟฟิศในเรื่องนี้ไม่ได้เผชิญกับอำนาจของตลาดที่ผูกติดอยู่กับเงื่อนไขในการเข้าถึงสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตผ่านการแลกเปลี่ยนในปริมณฑลทางเศรษฐกิจเพียงถ่ายเดียว หากแต่ยังเผชิญกับอำนาจทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะปทัสถานเรื่องความเป็นอาวุโสในสถานที่ทำงาน และอำนาจของรัฐที่สามารถปรับการตีความกฎกติกาให้เป็นทั้งคุณหรือโทษให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างชัดเจน เฟรนในฐานะฝ่าย HR ที่เผชิญกับสภาวะความตึงเครียดจากการทำงานเนื่องจากต้องรับสมัครและสัมภาษณ์พนักงานใหม่เพื่อทดแทนมนุษย์ที่ลาออกไปอย่างสม่ำเสมอ การสับเปลี่ยนของแรงงานในหน่วยธุรกิจที่เฟรนทำงานอยู่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุทางเศรษฐกิจเท่ากับรูปแบบการปฏิบัติงานของรุ่นพี่เพศชายในหน่วยธุรกิจ ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานของการใช้อารมณ์และการปฏิบัติต่อมนุษย์อย่างไม่เท่าเทียมกัน ถึงแม้เฟรนรับทราบถึงสาเหตุของปัญหานี้ แต่ก็ไม่กล้ากล่าวเตือนอย่างตรงไปตรงมา เพราะรุ่นพี่คนนี้มักข่มกดเธออยู่บ่อยครั้ง ภาพยนตร์ (อย่างน้อยก็ฉบับที่ฉายในขณะนี้) ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงฉากที่เฟรนเข้าไปแจ้งเตือนรุ่นพี่คนนี้ถึงการจากไปของอดีตเพื่อนร่วมงาน
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับอำนาจรัฐอาจไม่ได้ปรากฏในชีวิตประจำวันของเฟรนโดยตรง แต่เล่าผ่านความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของ “เทม” คู่ชีวิตของเฟรน ผู้ได้รับอานิสงส์จากการขายเสื้อเกราะให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคง และทำให้มีเส้นสายเชื่อมต่อกับบุคลากรในหน่วยงานดังกล่าวได้ การขายเสื้อเกราะจึงไม่เพียงแต่ทำให้เทมสามารถได้รับค่าคอมมิชชั่นจำนวนมหาศาลพอให้คิดถึงการวางแผนผลิตซ้ำทางสังคมให้สามารถเติบโตในเงื่อนไขที่สามารถยกระดับตัวเองเป็นพลเมืองโลกได้ แต่ยังเปิดประตูให้เทมสามารถเข้าถึงสายสัมพันธ์ (connection) ที่ช่วยปรับอำนาจรัฐให้เข้ากับผลประโยชน์ของตนเอง แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยอย่างการวิวาทบนท้องถนน ผู้เขียนขอสารภาพว่า ค่อนข้างรู้สึกเศร้าและปลงนิดหน่อยที่เห็นฉากนี้ อันเป็นเสมือนภาพที่ตอกย้ำถึงความสำคัญของการกระทำแบบ “อยู่เป็น” และ “know who”
ในท้ายที่สุด ผู้เขียนขอสรุปว่า ภาพยนตร์เรื่อง “พนักงานใหม่ (โปรดพิจารณา)” สะท้อนภาพของชีวิตแรงงานออฟฟิศที่เผชิญกับความคาดหวังทั้งจากด้านของการผลิตทางเศรษฐกิจและการผลิตซ้ำทางสังคม จนในหลายครั้ง พวกเขา/เธอไม่สามารถทำอะไรได้มากนอกจากยอมรับบทบาทของตนเองในฐานะปัจจัยการผลิตไป โดยอาจมีการปลอมประโลมทางอารมณ์เช่น ฟังเพลง หรืออกกำลังกาย เป็นครั้งคราว เพื่อทำให้รู้สึกว่า ชีวิตการทำงานแบบที่เจออยู่ทุกวี่วันยังเป็นสิ่งที่สามารถทนต่อไปได้
เอกสารอ้างอิง
Graeber, David (2011). Debt: The First 5000 Years. New York, N.Y.: Melville House.