ทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ : ปัญหาเศรษฐกิจไทยในสภาวะต้มกบ คุณภาพชีวิตและปากท้องของประชาชน

26 มกราคม 2569
338 views

ในการเสวนา วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 17.00-20.00 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีตัวแทนผู้เข้าร่วม ได้แก่ คุณอพิชญา มณีกุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสฎฐวุฒิ พิลา ตัวแทนกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคุณเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา มาร่วมอภิปรายในงานเสวนา


ที่มา: FB แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

ปัญหารัฐธรรมนูญ ประเด็นเรื่องสิทธิและเสรีภาพกับคุณภาพชีวิต

เสฎฐวุฒิ มองว่ากระแสการเลือกตั้งในปี 2569 แตกต่างจากเมื่อปี 2566 ซึ่งมีบรรยากาศการต่อสู้ทางชนชั้น การต่อสู้ระหว่างประชาชนกับผู้มีอำนาจ การต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการอย่างชัดเจน ในทุกวันนี้ การเมืองไทยยังไม่ได้ออกจากระบอบเผด็จการ แม้ประเทศไทยจะมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง กลไกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 คือมรดกที่ตกค้างมาจากระบอบเผด็จการหรือระบอบประยุทธ์ เนื่องจากทั้งที่มา กระบวนการร่าง และเนื้อหาในรัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน และอยู่ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ ปัญหาหนึ่งของ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือการเพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับลดอำนาจของตัวแทนประชาชนหรืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้เมื่อเหตุร้ายเกิดขึ้น เช่น กรณี ตึก สตง. ถล่มตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว แต่กลับไม่สามารถเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐรับผิดชอบได้ เพราะประชาชนไม่ได้มีกลไกการถอดถอนเจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องสิทธิและเสรีภาพที่ถูกจำกัดอยู่ภายใต้ความมั่นคงของรัฐ ซึ่งหมายความว่ารัฐสามารถใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงเพื่อกีดกันการเรียกร้องของประชาชนได้ 

เสฎฐวุฒิ ชวนตั้งคำถามว่า หากประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพในการส่งเสียงหรือเรียกร้องจากรัฐ ในยามเกิดปัญหาหรือถูกเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจ เราจะมีคุณภาพชีวิต หรือปากท้องที่ดีขึ้นอย่างไร ปัญหาเช่น เรื่องปลาหมอคางดำ เรื่องสารพิษในแม่น้ำกก แสดงให้เห็นชัดเจนว่าหากเราไม่มีกลไกอำนาจมากพอในการส่งเสียงเรียกร้องให้มีการรับผิดชอบ ผู้มีอำนาจจะไม่สนใจประชาชน หรืออย่างเรื่องค่าจ้าง หรือสวัสดิการของแรงงาน ที่แม้จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือปากท้อง แต่ก็เกี่ยวข้องกับการเมืองเชิงอำนาจ เพราะอำนาจต่อรองของนายจ้างมีสูงกว่าแรงงาน หากแรงงานไม่มีสิทธิและเสรีภาพในการรวมตัวเรียกร้อง ก็จะไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตปากท้องดีขึ้นได้ ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจจึงเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้


ที่มา: เว็บไซต์ iLaw

เศรษฐกิจกับการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจไทยในสภาวะต้มกบ กับความจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ

อาจารย์อภิชาต ชี้ว่า นโยบายเศรษฐกิจหรือนโยบายสาธารณะ เป็นการตัดสินใจทางการเมือง เป็นการจัดสรรทรัพยากร ที่รัฐบาลต้องเป็นตัดสินใจและดำเนินการ ดังนั้น เศรษฐกิจกับการเมืองจึงแยกออกจากกันไม่ได้

เศรษฐกิจไทยในช่วงปัจจุบัน มีสภาพแบบต้มกบมาแล้วหลายปี เพราะวิกฤตเศรษฐกิจครั้งถัดไปจะไม่ใช่การปะทุแบบรุนแรง แต่จะเป็นการที่เศรษฐกิจเริ่มตายอย่างช้า ๆ หรือ slow burning death เปรียบกับการต้มกบว่าเป็นการใส่กบในน้ำเย็นและตั้งไฟอ่อน ๆ ซึ่งกบปรับตัวเข้ากับสภาพน้ำที่ร้อนขึ้นแบบไม่รู้ตัว เมื่อน้ำเดือด กบจึงเริ่มตายโดยไม่ทันได้พยายามกระโดดออก อาจารย์วิเคราะห์ต่อไปว่า ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเจริญเติบโตของ GDP สูงกว่า 5% ต่อเนื่อง แต่ปรับลดลงเหลือ 3% ต่อเนื่องหลังเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และเมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโตลดลงต่ำกว่า 3% ต่อปี และจะต่ำลงเรื่อย ๆ เศรษฐกิจในปัจจุบันจึงอยู่ในสภาพที่แทบจะไม่โตแล้ว

อาจารย์อภิชาตกล่าวว่าสภาพเศรษฐกิจต้มกบมีปัญหาสองประการ ประการแรกคือ ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สภาพสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้จำนวนแรงงานในระบบเศรษฐกิจลดลง หากจะรักษาผลิตภาพแรงงานหรือผลิตภาพเศรษฐกิจไว้คงเดิม จำนวนแรงงานในระบบต้องทำงานหนักขึ้นหรือมีทักษะมากขึ้น และภายใต้สังคมสูงวัย เศรษฐกิจไทยจะโตช้าลงอย่างมาก

ประการที่สอง คือ ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่น ๆ สินค้าของไทยเคยส่งออกได้ในอดีต แต่ในปัจจุบันเริ่มล้าสมัยและแข่งขันไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเป็นของตัวเอง โดยการที่จะแก้ปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันนั้น ไม่ควรเป็นหน้าที่ของภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว เพราะภาคเอกชนไม่สามารถผลิตผลกระทบภายนอกเชิงบวก (positive externalities) ได้อย่างเต็มที่ และตลาดไม่มีกลไกอัตโนมัติ (automatic mechanism) ตลาดจึงล้มเหลวที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นจึงต้องเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องเข้ามาผลักดันการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม อาจารย์อภิชาตชี้ว่า อุปสรรคของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย คือกลไกรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เพราะระบอบการเมืองปัจจุบันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย แต่คือระบอบประยุทธ์ แม้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ตัวแทนของพลเอกประยุทธ์ยังอยู่ ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เกิดมาจากคณะรัฐประหาร เป็นสิ่งที่ชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกำหนดกติกาขึ้นมา อาจารย์ได้เปรียบเทียบว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะต้มกบที่กำลังตายอย่างช้า ๆ และรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ก็คือการนำฝาหม้อมาปิดและนำกุญแจล็อคไว้หลายชั้น เป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิด status quo เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือการปลดล็อคดังกล่าวออก

อาจารย์อภิชาต ชี้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหากลุ่มทุนผูกขาด ที่เข้าไปพัวพันกับกติกาของรัฐและคอยกีดกันกลุ่มผู้ค้ารายย่อยหรือผู้ค้ารายใหม่ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมไม่ให้เข้าสู่ตลาด ในอุตสาหกรรมสุรา หรืออินเทอร์เน็ต ประเทศไทยเผชิญปัญหาระดับผูกขาดที่สูงมาก กลุ่มบริษัทชั้นนำ 5 บริษัทมีสัดส่วนตลาดได้ถึง 80% และกำไรทางเศรษฐกิจมากกว่าหนึ่งในสาม เราต้องการรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ มีเจตจำนงและความกล้าหาญทางการเมือง ในการแก้ปัญหาเช่นนี้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 สร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ จำเป็นต้องอิงแอบกับชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เช่น กลุ่มทหาร กลุ่มข้าราชการระดับสูง และกลุ่มอื่น ๆ และต้องเอื้อประโยชน์กับชนชั้นเหล่านี้เป็นการตอบแทน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ถูกออกแบบโดยคณะรัฐประหาร คสช. ซึ่งกลุ่มองค์อิสระสามารถใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติมากีดขวางการดำเนินนโยบายของพรรคการเมือง โดย อาจารย์อภิชาต ชวนลองตั้งคำถามว่า หากมีพรรคการเมืองหนึ่งที่ชูนโยบายการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือล้มกลุ่มทุนผูกขาด พรรคนั้นจะรอดจากแผนยุทธศาสตร์หรือไม่ องค์กรอิสระที่ทรงอำนาจจากรัฐธรรมนูญ 2560 อาจจะตีความว่าพรรคดังกล่าวกระทำผิดยุทธศาสตร์ชาติก็เป็นได้


ที่มา:FB iLaw

ท้ายสุด อาจารย์อภิชาต เน้นย้ำว่า หากเราแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ สภาพเศรษฐกิจและสังคมของไทย ก็จะอยู่ในสภาพเดิมที่เศรษฐกิจไม่โตต่อไป และจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระเบียบเศรษฐกิจโลกของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา เพราะไทยเป็นประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกสูง ดังนั้น สภาพเศรษฐกิจต้มกบจะแย่ลงกว่าเดิม อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยจะต่ำลงกว่าเดิม และส่งผลต่อรายได้ของประเทศ กลุ่มคนที่เป็น first jobber ก็จะหางานได้ยาก อีกทั้งค่าจ้างยังต่ำ ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพหรือค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัว ดังนั้น ถ้าเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นการเปิดประตูสร้างไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ปัญหารัฐธรรมนูญกับการนโยบายพรรคการเมือง

ทางด้าน คุณเทวฤทธิ์ ชี้ว่า การเมืองปัจจุบันมีความพยายามในการสกัดกั้นประชาชนที่เลือกนโยบายกับพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายส่งมอบนโยบาย เนื่องจากกลุ่มชนชั้นนำหวาดกลัวการสร้างอำนาจนำผ่านนโยบาย เช่น ในรัฐธรรมนูญ 2540 สามารถสร้างเงื่อนไขให้พรรคการเมืองชนะการเลือกตั้งผ่านการชูนโยบายได้สำเร็จ ทำให้ประชาชนรู้ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตตัวเองและประเทศผ่านการเลือกตั้ง แต่ในทางกลับกัน รัฐธรรมนูญปัจจุบัน มีความพยายามตัดตอนนโยบายพรรคการเมือง เช่น กลุ่ม สว.250 คนที่เป็นอุปสรรคสำคัญไม่ให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ หรือแม้แต่กลไกรัฐธรรมนูญปัจจุบันสามารถก่อการรัฐประหารภายในโดยใช้องค์กรอิสระ มีการยุบพรรคการเมือง ทำให้เกิดการสั่นคลอนอำนาจนิติบัญญัติ หรือมีการถอดถอนนายกรัฐมนตรี ซึ่งคุณเทวฤทธิ์มองว่าเป็นการที่ชนชั้นนำสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวเพื่อไม่ให้พรรคการเมืองกล้าดำเนินนโยบาย

ปัญหารัฐธรรมนูญกับคุณภาพชีวิตของนักศึกษา

คุณอพิชญา มองว่า รัฐธรรมนูญคือกติการสูงสุดของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกฎหมายลำดับรองลงมา โดยพรรคการเมืองหลายพรรคอาจไม่สามารถดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงได้ เพราะถูกรัฐธรรมนูญเขียนกติกาล็อคเอาไว้ นอกจากนี้ ปัญหารัฐธรรมนูญยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตนักศึกษาด้วย เพราะนักศึกษาคือกลุ่มคนที่กำลังจะเรียนจบเข้าสู่วัยทำงาน ซึ่งแรงงานควรได้รับค่าจ้างหรือเงินเดือนที่เป็นธรรมและเหมาะสมต่อทักษะและความสามารถ แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ไม่ได้ประกันเรื่องสิทธิในค่าจ้างที่เป็นธรรม แต่ระบุว่า “เหมาะสมแก่การดำรงชีพ” ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตีความได้หลายแบบ และนำไปสู่ค่าจ้างหรือเงินเดือนที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตอย่างรอบด้าน

เสฎฐวุฒิ กล่าวเสริมว่า นอกจากประเด็นเรื่องค่าจ้าง ยังมีเรื่องสิทธิในการเข้าถึงการศึกษา เพราะการศึกษาควรเป็นสิทธิที่ทุกคนควรเข้าถึงได้ รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เคยกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กำหนดเหลือเพียงแค่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะสามารถเพิ่มเติมสิทธิหรือขยายสิทธิทางการศึกษาให้ครอบคลุมถึงระดับปริญญาตรีหรืออุดมศึกษาได้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของนักศึกษาและครอบครัว อีกทั้งเป็นการยืนยันว่าไม่ควรมีใครเป็นหนี้สินเพราะการศึกษา

เสฏฐวุฒิ พิลา
นักศึกษาเศรษฐศาสตร์นอกกระแส เชื่อว่าสังคมที่ความเสมอภาค เท่าเทียม และยุติธรรมล้วนเป็นไปได้และมีอยู่จริง เชื่อมั่นในรัฐสวัสดิการ ประชาธิปไตย และสังคมนิยม