อ่าน Trust กับวิกฤตตลาดหุ้นปี 1929

23 มกราคม 2569
233 views

Trust เป็นนิยายที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษของนักเขียนจากอาร์เจนตินา ชื่อว่า เฮอร์นัน ดิอ๊าซ (Hernan Diaz) เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2022 และได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขาเรื่องแต่ง (The Pulitzer Prize for Fiction) ประจำปี 2023 จุดเริ่มต้นของหนังสือมาจากความสงสัยของดิอ๊าซที่มีต่ออำนาจอันลึกลับที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นและบีบให้ผู้คนยอมรับของเงิน อำนาจที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการดำเนินไปของโลก ดิอ๊าซให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า “นี่ชวนให้ผมหันกลับมาใคร่ครวญถึงความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับอำนาจอีกครั้ง ในอีกทางหนึ่ง ผมก็นึกถึงเส้นบางๆ ที่แบ่งระหว่างเรื่องแต่งกับประวัติศาสตร์”1)

การดำเนินเรื่องมีศูนย์กลางอยู่ที่สามี-ภรรยามหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพลแห่งวอลล์สตรีท พวกเขาซึ่งร่ำรวยอยู่แล้วสามารถหาหนทางทำให้ตนรวยขึ้นอีกมหาศาลในช่วงทศวรรษ 1920 ที่ตลาดหุ้นเฟื่องฟู อีกทั้งวิกฤตตลาดหุ้น (Stock Market Crash) ในปี 19292) และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ในทศวรรษ 1930 ก็ไม่ได้สั่นคลอนความมั่งคั่งของพวกเขา แต่ที่น่าสนใจก็คือ Trust ไม่ได้ต้องการเล่าว่าสามีภรรยาคู่นี้สร้างตนให้ร่ำรวยและเอาตัวรอดจากยุคเศรษฐกิจตกต่ำได้อย่างไร ทว่ากลับต้องการให้ผู้อ่านเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีหลายแง่มุม อีกทั้งเงินและอำนาจของสามี-ภรรยาคู่นี้ สามารถกำหนดความเข้าใจของผู้คนที่มีต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

Trust ประกอบไปด้วย 4 ส่วน ซึ่งเป็นงานเขียน 4 ชิ้น 4 รูปแบบ ที่เขียนขึ้นโดยตัวละคร 4 ตัว ได้แก่ “พันธนา” (Bonds) นิยายที่แต่งโดย แฮโรลด์ แวนเนอร์ (Harold Vanner), “ชีวิตของผม” (My Life) อัตถชีวประวัติของ แอนดรูว์ เบฟเวล (Andrew Bevell), “บันทึกความทรงจำ: จารจำ” (A Memoir: Remembered) ข้อเขียนจากความทรงจำของ ไอดา ปาร์เต็นซา (Ida Partenza) และ “สัญญาอนาคต” (Futures) บันทึกประจำวัน ของ มิลเดรด เบฟเวล (Mildred Bevell)

เรื่องเริ่มต้นที่ “พันธนา” ซึ่งบอกเล่าความเป็นมาและการขึ้นมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลด้านการเงินของ เบนจามิน แรสก์ (Benjamin Rask) ชายผู้มีนิสัยเก็บตัวแต่มีความสามารถจนน่าทึ่งในการแสวงหาความมั่งคั่งจากภาคการเงิน เมื่อเขาประสบความสำเร็จมากจนพอใจในช่วงกลางทศวรรษ 1910 เขาก็มองหาเจ้าสาวและได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เขารู้จักได้ไม่นานชาวอเมริกันที่มาจากครอบครัวผู้ดีที่ไปอาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ ในทวีปยุโรป ชื่อว่า เฮเลน (Helen) ทั้งคู่เข้ากันได้ดีและช่วยกันธุรกิจให้ทรัพย์สินเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับการเฟื่องฟูของภาคการเงินตลอดทศวรรษ 1920 เมื่อเกิดวิกฤตตลาดหุ้น นักลงทุนมากมายขาดทุนย่อยยับ หลายคนล้มละลาย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นกับธุรกิจของครอบครัวแรสก์ พวกเขาทำธุรกิจราวกับหยั่งรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตลาด นั่นทำให้ความมั่งคั่งของพวกเขายิ่งเพิ่มพูนอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้คนในสังคมกังขาว่าเบนจามินอาจจะควบคุมตลาด ใช้อำนาจเงินทำให้ตลาดรุ่งหรือร่วงตามที่ตนต้องการ คำพูดว่าร้ายของผู้คนในสังคมเหล่านี้ไม่สามารถสั่นคลอนจิตใจของเบนจามินให้หวั่นไหว ทว่ากลับมีผลอย่างมากกับเฮเลน สาเหตุส่วนหนึ่งที่เธอทุ่มเทกับการทำกิจกรรมการกุศลเพราะรู้สึกเศร้าที่เห็นผู้คนมากมายประสบความยากลำบากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 1930 อาการทางจิตของเธอรุนแรงขึ้น เธอจึงถูกส่งไปรักษาตัวในสวิตเซอร์แลนด์ เบนจามินแสวงหาแพทย์และการบำบัดที่ตนเชื่อว่าจะช่วยให้เธอดีขึ้น แต่อาการของเธอทรุดลงเรื่อยๆ ในท้ายที่สุด เฮเลนก็เสียชีวิตจากผลข้างเคียงของการบำบัดด้วยยา

ส่วนที่ 1 เหมือนจะจบลงโดยสมบูรณ์ในตัวเอง แต่สิ่งที่ชวนงงสำหรับผู้อ่านเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ส่วนที่ 2 เรื่องราวของแอนดรูว์และมิลเดรดใน “ชีวิตของผม” นั้นมีหลายส่วนที่เหมือนกับเบนจามินและเฮเลน แต่หลายส่วนก็แตกต่าง ความคลับคล้ายคลับคลานี้ทำให้ผู้อ่านสงสัยได้ว่าตัวละครเหล่านี้ต้องสัมพันธ์กัน อันที่จริง แอนดรูว์ ได้ระบุไว้ตั้งแต่แรกว่า “แรงกระตุ้นให้ผมพูดและหักล้างเรื่องปั้นแต่งบางส่วนเหล่านี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนขึ้นมา โดยเฉพาะภายหลังการจากไปของมิลเดรด ภรรยาสุดที่รักของผม” (p.133-134) ข้อความนี้ร่วมกับการตะหนักว่า “พันธนา” คือ นวนิยาย พอจะบอกได้ว่าแอนดรูว์เขียน “ชีวิตของผม” เพื่อโต้แย้งเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นจากชีวิตของเขาใน “พันธนา” แต่ในตอนท้ายๆ เนื้อหาเริ่มขาดแหว่งมากขึ้นทำให้ผู้อ่านรับรู้ได้ว่าแอนดรูว์ยังเขียนงานชิ้นนี้ไม่เสร็จ นั่นนำไปสู่เนื้อหาส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นงานที่ไอดาเขียนขึ้นในทศวรรษ 1980 จากความทรงจำตอนที่ทำงานให้แอนดรูว์ในฐานะนักเขียนเงา (ghost writer) เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว แอนดรูว์จ้างเธอมาเขียนชีวิตเขาให้สมบูรณ์ตามที่เขาต้องการ เนื่องจาก “พันธนา” ซึ่งคือนิยายขายดีที่ถูกปั้นแต่งขึ้นกลับทำให้ผู้คนเข้าใจว่านั่นคือชีวิตจริงๆ ของแอนดรูว์และมิลเดรด ซึ่งไม่ใช่เรื่องราวที่แอนดรูว์อยากให้สังคมรับรู้

เมื่อจบส่วนที่ 3 ผู้อ่านอาจจะรู้สึกว่าตนได้ทราบว่าความจริงเกี่ยวกับแอนดรูว์และมิลเดรดผ่านการบอกเล่าของไอดาเกือบสมบูรณ์แล้ว แต่นั่นเป็นเพราะอาจจะลืมไปว่า “บันทึกความทรงจำ: จารจำ” คือข้อเขียนจากความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งอาจจะมีสาระบางส่วนไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง ความงงเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ส่วนที่ 4 เนื้อหาใน “สัญญาอนาคต” บันทึกเว้าๆ แหว่งๆ ที่มิลเดรดเขียนขึ้นตอนใกล้เสียชีวิตกลับมีข้อมูลบางส่วนที่แตกต่างจากความทรงจำของไอดา นั่นหมายความว่า สิ่งที่ผู้อ่านเคยคิดว่ารู้มาแล้วกลับกลายเป็นอาจจะไม่ใช่อีกแล้ว ในท้ายที่สุด Trust ปล่อยให้ผู้อ่านนึกเอาเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นอยู่ที่ใดในนิยายที่แฮโรลด์ แวนเนอร์แต่งขึ้น อัตถชีวประวัติที่ไม่สมบูรณ์และพยายามจะทำให้ตนดูดีของ แอนดรูว์ เบฟเวล บันทึกความทรงจำของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกว่าครึ่งศตวรรษแล้วของ ไอดา ปาร์เต็นซา และบันทึกของคนที่กำลังจะตายพร้อมความเจ็บปวดของ มิลเดรด เบฟเวล

Trust จึงเป็นนิยายที่มีความซับซ้อนจากเรื่องราวที่ซ้อนทับกันหลายชั้นและมุมมองที่หลากหลายต่อเรื่องเดียวกัน ซึ่งทำให้ผู้อ่านไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเกิดขึ้นจริงกันแน่ แอนดรูว์มีความสามารถจริงหรือมีกลโกงใดในการดำเนินธุรกิจ มิลเดรดทำกิจกรรมการกุศลเพราะสำนึกผิดหรือเพราะชอบและต้องการสนับสนุนดนตรีจริงๆ แอนดรูว์ทุ่มเทแก้ต่างให้มิลเดรดเพราะรักเธอหรือเพราะอยากสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ตน ฯลฯ ด้วยความซับซ้อนนี้เอง คติที่สำคัญของเรื่องได้เผยตัวออกมา นั่นคือประวัติศาสตร์กับเรื่องแต่งอาจจะถูกแบ่งออกจากกันด้วยเส้นบางๆ เส้นหนึ่งเท่านั้น

เรื่องหนึ่งที่แอนดรูว์พยายามแก้ต่างให้ตนเองก็คือ เขาไม่ได้มีส่วนในการทำให้ตลาดล่มในปี 1929 เหมือนกับที่ผู้คนเข้าใจ เขาเขียนใน “ชีวิตของผม” ว่า “พลังชั่วร้ายสองสายพุ่งเข้ามาด้วยเจตจำนงที่จะควบคุมตลาด พลังสายหนึ่งคือเหล่านักเก็งกำไรระยะสั้นกับนักเล่นหุ้นขาจรที่หวังกอบโกยผลกำไรระยะสั้นด้วยการปั่นราคาหุ้นที่ซื้อด้วยเงินกู้ยืมให้สูงขึ้นอย่างไม่รับผิดชอบ ส่วนอีกสายหนึ่งคือฟันเฟืองที่เชื่องช้าของธนาคารกลางที่ไร้ประสิทธิภาพในการพยายามควบคุมนักพนันเหล่านั้นจากการทำทุจริต เจตนามิชอบ และไม่รู้กาลเทศะ” (p.187)

แอนดรูว์กล่าวถูกที่บอกว่ามีนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนมากขึ้น คัลวิน คูลลิดจ์ (Calvin Coolidge) ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1923 ถึง 1929 กล่าวในเดือนมิถุนายน 1928 ว่า “พวกเราเป็นสุขกับยุคแห่งความรุ่งโรจน์ที่ต่อเนื่องยาวนาน ปีแล้วปีเล่าที่กระแสแห่งความร่ำรวยยกตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและดูเหมือนจะยังไม่ท่วมง่ายๆ”3) ทศวรรษ 1920 คือช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของเศรษฐกิจอเมริกัน อุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมกำไรที่ปรากฏในงบดุลของบริษัทต่างๆ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 67 ในปี 1921 เพิ่มขึ้นเป็น 126 ในปี 1929 (Galbraith 1962 p.8) ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวขณะที่ระดับราคาเพิ่มตามไม่ทันทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10 ถึง 20 (Heilbroner 2012 p.90) ผู้คนอพยพจากชนบทเข้าสู่เมืองเพื่อตามล่าอเมริกันดรีม อีกทั้งความก้าวหน้าทางวัตถุที่สะท้อนความทันสมัย เช่น รถยนต์ ภาพยนตร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้รู้สึกว่าความมั่งคั่งลอยอยู่รอบตัว มีหลากหลายวิธีที่พวกเขาสามารถคว้าเอามาไว้กับตัวโดยไม่ลงแรงต้องทำงานหนักเหมือนเคยอีกแล้ว การเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ หุ้นของบริษัทอุตสาหกรรมที่กำลังไปได้สวยคือทางเลือกที่น่าสนใจเพราะราคาของมันก็ปรับตัวขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจ สภาพเหล่านี้ดึงดูดผู้คนจำนวนมากเข้าหาตลาดหุ้นโดยมีความร่ำรวยเป็นเป้าหมาย

แอนดรูว์กล่าวถูกอีกเช่นกันที่ว่านักลงทุนหน้าใหม่เหล่านี้หวังเพียงกำไรระยะสั้น “ในตอนนั้น คุณสามารถวางเงิน 8 หรือ 10 ดอลลาร์ (เพื่อซื้อหุ้นราคา 100 ดอลลาร์) นั่นเกี่ยวพันโดยตรงกับการล่มสลาย” (Terkel, 2005 p.65) “ทุกคนเข้าสู่ตลาดหุ้นโดยไม่สนว่ามีเงินลงทุนหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กขัดรองเท้า เด็กเสิร์ฟ หรือนายทุน” (ibid. p.76)4) นี่คือ การซื้อหุ้นโดยการกู้จากโบรกเกอร์ (margin trading) สถิติจำนวนเงินที่โบรกเกอร์ปล่อยกู้สะท้อนความบ้าคลั่งของการเก็งกำไรได้อย่างดี ในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 1920 จำนวนเงินกู้ทั้งหมดที่โบรกเกอร์ให้นักลงทุนกู้ขึ้นๆ ลงๆ ระหว่าง 1 ถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ต้นปี 1926 จำนวนเงินกู้เพิ่มขึ้นเป็น 2.5 พันล้าน ปลายปี 1927 จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 พันล้าน ต้นเดือนมิถุนายน 1928 จำนวนเพิ่มเป็น 4 พันล้าน และเพิ่มเป็น 5 พันล้านตอนต้นเดือนพฤศจิกายน ตอนสิ้นปี 1928 จำนวนเงินกู้จากโบรกเกอร์มีจำนวนถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (Galbraith 1962 p.26)

มีอีกจุดหนึ่งที่แอนดรูว์กล่าวอย่างถูกต้องว่า ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (The Federal Reserve) ไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมเหล่านักลงทุน จอห์น เคนเน็ธ กัลเบรธ (John Kenneth Galbraith) (1962 p.29-39) วิเคราะห์ว่า อันที่จริงธนาคารกลางไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้การได้จริงสำหรับการแทรกแซงเพื่อลดความร้อนแรงของตลาดมากนัก การขายพันธบัตรเพื่อดูดสภาพคล่องออกจากระบบทำไม่ได้เพราะธนาคารกลางฯ ไม่ได้มีพันธบัตรมากพอขาย ในขณะที่การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากธนาคารพาณิชย์ที่กู้จากธนาคารกลาง (discount rate) ก็ไม่น่าที่จะมีผลอะไรต่อพฤติกรรมการเก็งกำไรเนื่องจากราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บอย่างมาก แนวทางหนึ่งที่อาจจะได้ผลก็คือการเตือนออกสื่อเพื่อให้ผู้คนรับรู้ถึงความผิดปกติของตลาดโดยทั่วกัน แต่ ณ สถานการณ์ขณะนั้น ธนาคารกลางฯ ไม่สามารถประเมินผลของการออกมาเตือนแรงๆ ได้เลย เป็นไปได้ว่าการเตือนอาจสร้างความวิตกเป็นวงกว้างซึ่งผลเสียในวงกว้าง ดังนั้นการนิ่งเงียบจึงเป็นทางที่ดีที่สุดของธนาคารกลาง

คนที่รู้เศรษฐศาสตร์อาจจะพอระแคะระคายกับคำกล่าวของแอนดรูว์เกี่ยวกับการปั่นราคาหุ้นของนักลงทุนขาจร นักลงทุนตัวเล็กจ้อยเหล่านี้สามารถปั่นราคาหุ้นด้วยจริงหรือ? คนที่จะปั่นราคาหุ้นได้ควรเป็นนักลงทุนรายใหญ่มิใช่หรือ? แน่นอนว่า ข้อความดังกล่าวคือความตั้งใจของแอนดรูว์ในการผลักภาระให้แก่นักลงทุนรายย่อยและทำราวกับว่ารายใหญ่อย่างเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

แน่นอนว่านักลงทุนรายใหญ่มีบทบาทสำคัญ นายธนาคารคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วิกฤตตลาดหุ้นมีชื่อว่า ชาร์ลส์ มิทเชลล์ (Charles Mitchell) ด้วยรูปร่างท่าทาง บุคลิกที่แจ่มใส รวมถึงการพูดถึงตลาดในแง่บวกอยู่เสมอ ทำให้เขาได้รับฉายาว่า ซันไชน์ ชาร์ลี (Sunshine Charlie) (รูปที่ 1) เขาดำรงตำแหน่งประธานบริหารของ National City Bank (ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น และกลายมาเป็น Citibank ในทุกวันนี้) ซึ่งดำเนินธุรกิจทั้งขาธนาคารพาณิชย์ (commercial banking) เช่น รับฝากถอนเงิน และปล่อยเงินกู้ พร้อมกับขาวาณิชธนกิจ (investment banking) เช่น การซื้อขายหลักทรัพย์ และการควบรวมกิจการ มิทเชลล์พยายามขยายกิจการทั้ง 2 ขา ในขาธนาคารพาณิชย์ก็พยายามขยายฐานลูกค้าเงินฝาก/เงินกู้ไปยังต่างประเทศ ส่วนขาวาณิชธนกิจก็มีการตั้งกองทรัสต์และควบรวมบริษัทลงทุนอื่นๆ เพื่อแผ่กิ่งก้านสาขาของ National City Bank ให้ไปถึงลูกค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาจากทั่วประเทศ ผู้คนมากมายเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้น ธุรกิจของ National City Bank เติบโตอย่างรวดเร็วตลอดทศวรรษ 1920 ข่าวคราวเรื่องเงินโบนัสที่เขาได้รับจากที่ทำงานสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำผู้คนเห็นว่าเขาเป็นฮีโร่ที่สร้างความมั่งคั่งจากสติปัญญา เขาเป็นนายธนาคารผู้มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ (Huertas and Silverman 1986)


รูปที่ 1 ชาร์ลส์ มิทเชลล์ (Charles Mitchell) (Huertas and Silverman 1986)

ตั้งแต่ปลายปี 1928 ตลาดหุ้นส่งสัญญาณว่ามีปัญหาเนื่องจากมีข่าวสะพัดว่าโบรกเกอร์เริ่มขาดเงินทุนที่จะปล่อยกู้ให้แก่นักลงทุนรายย่อยเพื่อซื้อหุ้น ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 1929 ธนาคารกลางฯ แสดงท่าทีว่ากังวลกับการเก็งกำไรที่อาจจะมากจนผิดปกติจึงมีประกาศจากธนาคารกลางฯ สำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ให้ธนาคารสาขาระวังการเกี่ยวกับการปล่อยกู้เพื่อเก็งกำไร มิทเชลล์ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกประจำธนาคารกลางฯ สาขานิวยอร์ก รู้สึกไม่เห็นด้วยและผิดหวังกับการประกาศนี้ซึ่งสั่นคลอนตลาดและความมั่นใจของนักลงทุน ในเดือนมีนาคม 1929 เขาประกาศผ่านหนังสือพิมพ์ว่า “เรา (ตัวเขาและ National City Bank) รู้สึกว่าเรามีพันธกิจที่สำคัญยิ่งกว่าคำเตือนใดๆ จากธนาคารกลางฯ... ที่จะหลีกเลี่ยงวิกฤตอันตรายในตลาดเงินเท่าที่เรามีอำนาจจะทำได้” (Sorkin 2025, p.78) เมื่อข้อความของมิทเชลล์แพร่ออกไป นักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นอีกครั้ง นอกจากนี้เขายังประกาศว่า National City Bank พร้อมปล่อยกู้เพิ่มอีก 25 ล้านดอลลาร์เพื่อให้นักลงทุนสามารถกู้ไปลงทุนได้ต่อไป

ความพยายามในการเป็นผู้พิทักษ์ตลาดของมิทเชลล์เกิดขึ้นอีกครั้ง ในช่วงที่การกระหน่ำเทขายหุ้นเกิดขึ้นแล้วปลายเดือนตุลาคม 1929 หุ้นของ National City Bank ก็ไม่แตกต่างจากหุ้นอื่นๆ ที่ราคากำลังปักหัวดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ทีมงานของเขาซึ่งดูแลเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นตัดสินใจซื้อหุ้นของธนาคารตัวเองอย่างเร่งด่วนเพื่อพยุงราคาเอาไว้ ในขณะที่มิทเชลล์ยังอยู่ในห้องประชุม เมื่อทราบข่าว เขารู้ว่าธุรกรรมครั้งนั้นต้องใช้เงิน 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐและ National City Bank ไม่มีเงินจำนวนนั้นในมือ เขาก็รู้ว่าหากธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาไม่สามารถชำระเงินได้ตามนัด ความฉิบหายไม่ได้จะเกิดแก่ตัวธนาคาร ความตื่นตระหนกจะต้องมากมายจนเกินควบคุม เขาจึงแก้ปัญหาโดยการขอสินเชื่อส่วนบุคคลเร่งด่วนจำนวน 12 ล้านดอลลาร์จากธนาคาร J.P. Morgan มาซื้อหุ้นแทน National City Bank ก่อนที่จะขายหุ้นส่วนหนึ่งคืนแก่ National City Bank ไม่นานหลังจากนั้นด้วยราคาตลาด (ซึ่งต่ำกว่าราคาที่เขาซื้อมา)

แน่นอนว่าผู้คนไม่น้อย รวมถึงวุฒิสมาชิกจากรัฐเวอร์จิเนีย ชื่อว่า คาร์เตอร์ กลาสส์ (Carter Glass)5) เห็นว่าสิ่งที่มิทเชลล์ทำคือความผิดร้ายแรง การท้าทายคือการ “ตบหน้าธนาคารกลางๆ อย่างจัง” (Huertas and Silverman 1986) “การอาศัยกลไกของธนาคารกลางเพื่อการเก็งกำไรในหุ้นคือการกระทำที่ผิดกฎหมาย และมิทเชลล์ผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว แถมยังเย้ยหยันอำนาจของคณะกรรมการของธนาคารกลางฯ ควรต้องถูกลงโทษอย่างสาสม” (Sorkin p.99) ในปี 1933 มิทเชลล์ถูกเชิญไปให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาที่ทำหน้าที่สอบสวนเหตุการณ์ตลาดล่มในปี 1929 แนวทางในการให้ข้อมูลของมิทเชลล์คือการเล่าเรื่องในมุมของเขา นั่นคือ เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เขาเสนอเงินกู้เพื่อการซื้อหุ้นจริง แต่เขาก็ไม่สามารถบังคับให้ใครมาลงทุนได้ ส่วนการท้าทายธนาคารกลางฯ นั้นเกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อันที่จริง ผู้คนไม่น้อย รวมถึงผู้บริหารธนาคารกลางฯ เองก็เห็นว่าเขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นเขาจึงเป็นเพียงแพะรับบาป (Huertas and Silverman 1986) แต่ปัญหาอยู่ที่การนำเงินกู้ 12 ล้านดอลลาร์มาซื้อหุ้นของ National City Bank ในเวลาที่เขาเห็นว่าจำเป็นแล้วขายคืนหลังจากนั้นไม่นาน ในมุมของมิทเชลล์ นั่นคือการพิทักษ์ตลาดและองค์กรเท่าที่เขาจะทำได้ แต่ผู้คนในสังคมสงสัยว่า นั่นคือการใช้อำนาจของผู้บริหารธนาคารในการถ่ายโอนหุ้นระหว่างบัญชีส่วนตัวกับบัญชีของธนาคารเพื่อล่อลวงนักลงทุนหรือไม่? มิทเชลล์ซึ่งคิดรอบด้านแล้วว่าหากคำตอบเป็นเรื่องของกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดของธนาคาร เขาจะต้องโดนซัดด้วยคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบและการควบคุมตลาด คำตอบของมิทเชลล์ซึ่งสร้างความประหลาดใจแก่คณะกรรมการก็คือ เขาทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวกับกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดของธนาคาร ที่เขาซื้อหุ้นแพงและขายขาดทุนนั้นมีเป้าหมายคือเพื่อให้รายได้สุทธิของเขาแทบไม่เหลือ เขาจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษี

ในเดือนมีนาคม 1933 มิทเชลล์ถูกจับที่บ้านตัวเองในนิวยอร์ก เขาถูกดำเนินคดีโทษฐานจงใจเลี่ยงภาษีและต้องเสียค่าปรับนับล้านเหรียญ แต่เขาไม่ได้ถูกดำเนินคดีอื่นๆ เช่น การล่อลวงผู้คนให้เข้ามาเก็งกำไรจนล้นเกิน การท้าทายธนาคารกลางฯ การแทรกแซงตลาด ฯลฯ ผลทางกฎหมายเช่นนี้กำลังชี้ไปว่า วิกฤตตลาดหุ้นในปี 1929 เป็นผลลัพธ์ของการแสวงหากำไรระยะสั้นของนักลงทุนขาจรทั้งหลาย รายใหญ่อย่างมิทเชลล์และนายธนาคารคนอื่นๆ ซึ่งก็มองหากำไรจากตลาดหุ้นเช่นกันไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างจากเหล่ารายย่อย พวกเรา “ผู้มาจากอนาคต” ซึ่งได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นหลังบ้างหลังจากตุลาคม 1929 ซึ่งตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 คงจะรู้สึกคล้ายกับที่ไอดาไปเห็นบันทึกประจำวันของมิลเดรดเกี่ยวกับพฤติกรรมของแอนดรูว์ (ซึ่งรวมไปถึงเคล็ดลับในการลงทุนให้ได้กำไรไม่รู้จบ) และความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสอง ซึ่งชวนให้สงสัยว่าการล่มสลายของตลาดซึ่งทำให้ผู้คนสูญเงินไปมากมาย แต่นายธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดแทบทุกคนไม่มีใครถูกจับเข้าคุก นี่คือประวัติศาสตร์หรือเรื่องแต่งกันแน่

หมายเหตุ : เลขหน้าและข้อความของ Trust ตลอดทั้งบทความอ้างอิงเลขหน้าจากฉบับแปลเป็นภาษาไทย ชื่อ ทรัสต์: ลวง-พราง-คลาง-คลาย แปลโดย ศรรวริศา ตีพิมพ์ในปี 2025 โดยสำนักพิมพ์กำมะหยี่

1) "This led me to reconsider the relationship between literature and power, on the one hand, and the evanescent line separating fiction from history, on the other.” ในบทสัมภาษ์ของดิอ๊าซเมื่อ Trust ถูกเสนอให้อยู่ใน Long List สำหรับหนังสือที่มีสิทธิ์ได้รับรางวัล Booker Prize ปี 2022 https://thebookerprizes.com/the-booker-library/features/hernan-diaz-interview-trust

2) วิกฤตตลาดหุ้นในปี 1929 (Stock Market Crash of 1929) หมายถึง การแห่เทขายหุ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ทำให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว การเทขายครั้งใหญ่เกิดขึ้นในวันอังคารที่ 24 ตุลาคม 1929 ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น Black Thursday และวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 1929 ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น Black Tuesday เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression ในทศวรรษ 1930)

3) คูลลิดจ์กล่าวใน Regular Meeting of the Business Organization of the Government ว่า “We have been favored with a long-continued era of prosperity. Year after year the tide of good fortune has steadily risen. It seems not yet to have reached its flood. https://coolidgefoundation.org/resources/address-at-the-fifteenth-regular-meeting-of-the-business-organization-of-the-government/

4) ข้อความที่อ้างถึงนี้เป็นคำกล่าวของนักการเงินสองคนที่สตัดส์ เทอร์เคล (Studs Terkel) สัมภาษณ์ เขาบันทึกบทสัมภาษณ์ของผู้คนมากมายหลากหลายอาชีพและช่วงวัยไว้ในหนังสือชื่อว่า Hard Times: An Oral History of the Great Depression ซึ่งมีเป้าหมายคือการเล่าประวัติศาสตร์ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ผ่านประสบการณ์ตรงของผู้คนทั่วไปในสังคม

5) วุฒิสมาชิกกลาสส์เป็นผู้ผลักดันให้เกิดกฎหมาย Federal Reserve Act ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งธนาคารกลางฯ ในปี 1913 และกฎหมายที่กำหนดให้แยกธนาคารพาณิชย์ออกจากวาณิชธนกิจ ชื่อว่า Banking Act of 1933 หรือที่รู้จักกันในชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า Glass-Steagall Act

เอกสารอ้างอิง

Galbraith, J.K. 1962. The Great Crash 1929. Time Incorporated: New York.

Heilbroner, R and W. Millberg. 2012. The Making of the Economic Society. Pearson: New York.

Huertas, T.F. and J.L. Silverman. 1986. Charles E. Mitchell: Scapegoat of the Crash?. The Business History Review, Vol.60, No.1 (Spring), pp.81-103.

Sorkin, A.R. 2025. 1929: Inside the Greatest Crash in Wall Street History – and How It Shattered a Nation. Viking: New York.

Terkel, S. 2005. Hard Times: An Oral History of the Great Depression. New Press: New York.

นภนต์ ภุมมา
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์