การพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น เป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญแนวทางหนึ่งที่สามารถสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่น รวมถึงเป็นมาตรการเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับจุลภาค ช่วยเสริมหรือสนับสนุนมาตรการทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคของรัฐบาล การพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านจึงจะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาระหว่างประเทศร่วมกัน โดยอาศัยความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ อาทิ ทรัพยากรธรรรมชาติ แรงงาน เงินลงทุนเพื่อการพัฒนา องค์ประกอบของอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ผู้ประกอบการ เทคโนโลยี การคมนาคม การสื่อสาร ตลาดเป้าหมาย และศักยภาพขององค์กรและหน่วยงานในท้องถิ่น ในกรณีการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ชายแดนจึงต้องพิจารณาในมิติของความร่วมมือระหว่างประเทศควบคู่ไปด้วย รวมทั้งต้องอาศัยศักยภาพของพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านเป็นปัจจัยร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้วย
การจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้เป็นนโยบายหนึ่งของภูมิภาคในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของทั้งสองด้านทางตอนใต้ของภูมิภาค คือ พื้นที่ตั้งแต่เมียนมา ไปจนถึงเวียดนาม ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่เชื่อมต่อทางทะเลทั้งสองด้าน คือ จากมหาสมุทรอินเดีย ไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก โดยใช้การเชื่อมต่อทางถนนภายในพื้นที่ส่วนที่เป็นภาคพื้นดิน ทำให้ประเทศที่อยู่ภายใต้ขอบเขตนี้ได้รับประโยชน์ร่วมของการเชื่อมโยงภายในภูมิภาคนี้ ได้แก่ เมียนมา ไทย กัมพูชา และเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม การทำให้เกิดการพัฒนาตลอดแนวเส้นทางยังมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มาเกี่ยวข้อง ทั้งในด้านของยุทธศาสตร์และนโยบายของแต่ละประเทศ ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงเป็นโอกาสและความท้าทายของแต่ละประเทศในการที่จะพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะข้อตกลงทวิภาคี เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่พร้อมกับการเป็นความร่วมมือแบบข้อตกลงพหุภาคี ที่ทำโดยทั้ง 4 ประเทศ เช่น การเจรจาเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่เป็นความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมา หรือการเจรจาเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกงที่เป็นความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา รัฐบาลอาจต้องตั้งเป้าให้ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละพื้นที่ โดยต้องคำนึงถึงกลไกในการบริหารจัดการโดยเฉพาะด้านที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนากำลังคนควบคู่กันไป ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคควรมีระยะเวลาให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยเป็นระยะเวลาที่มากกว่าปกติของรอบการย้ายเวียนตำแหน่งข้าราชการไปยังพื้นที่อื่น และควรให้ผู้ที่มีความสามารถสูงมาทำงานในระดับพื้นที่ตามวัตถุประสงค์เฉพาะ เพื่อให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และ ภาครัฐควรมีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยมีการกำหนดขอบเขตของการทำงานร่วมกัน ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกำหนดรูปแบบการกระจายประโยชน์ที่เป็นที่ยอมรับ
จากการศึกษาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นสู่ความยั่งยืนเพื่อรองรับโอกาสและผลกระทบจากการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ กรณีกาญจนบุรี ผู้เขียนพบว่ามีประเด็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่น่าสนใจดังนี้
ประเด็นแรก เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์โอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นของจังหวัดที่อยู่บนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ กรณีกาญจนบุรี จากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกาญจนบุรี ประกอบกับศักยภาพของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เมียนมา ชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของพื้นที่กาญจนบุรีและประชาชนในพื้นที่ โดยจังหวัดสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในด้านการผลิต โดยเฉพาะการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การทำการเกษตร การค้าขาย และภาคบริการคือการให้บริการการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดประการสำคัญที่เป็นปัจจัยขัดขวางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจังหวัด ประกอบด้วย ปัญหาการใช้พื้นที่ของจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ การไม่สามารถต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปได้อย่างครบวงจร (ขาดตลาดกลางและการประชาสัมพันธ์) การไม่สามารถบริหารความเสี่ยงด้านราคาและปริมาณของผลผลิตทางการเกษตร ความล่าช้าของก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่งทางถนน การชะลอโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และระบบภาคบริการการท่องเที่ยวยังมีมูลค่าเพิ่มที่น้อยเมื่อเทียบกับศักยภาพของพื้นที่ ดังนั้น กาญจนบุรีจำเป็นต้องมีการปรับตัวในหลายประการ ได้แก่
ประเด็นที่สอง เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมโยงของกาญจนบุรี กับเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เมียนมา การที่กาญจนบุรีจะพึ่งพาการเติบโตของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในการเป็นตลาดใหม่ของสินค้าและบริการในช่วงระยะสั้น (1-3 ปี) และระยะปานกลาง (3-8 ปี) โดยนับจากปี 2562 จึงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเงื่อนไขที่มาเป็นข้อจำกัดขึ้นกับรัฐบาลของเมียนมาเป็นสำคัญ ซึ่งได้แก่ สิทธิในการก่อสร้างถนนจากกาญจนบุรี (บ้านพุน้ำร้อน มายังเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย) และสิทธิในการบริหารจัดการ Land Leasing Agreement ใน Initial Phase ซึ่งภายหลังจากการได้รับสิทธิ บริษัทยังคงต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง การให้ผู้ลงทุนมาใช้พื้นที่ และการขยายพื้นที่นิคมอย่างครบวงจร ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวอาจมีปัจจัยความเสี่ยงมาเกี่ยวข้องมากมายโดยเฉพาะปัจจัยทางสังคมและการเมืองของทั้งสองประเทศ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งพื้นที่และกำลังคนอาจไม่ได้มีการเตรียมการรองรับอย่างเพียงพอ ตลอดจนยังยึดโยงกับความสำเร็จของการสร้างท่าเรือน้ำลึกในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นโครงการที่มีการรอให้โครงการนิคมมีความต้องการและสามารถจ่าย Load ของการขนสินค้าให้กับท่าเรือได้อย่างคุ้มค่า โครงการท่าเรือน้ำลึกจึงสามารถจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแนวทางที่สำคัญคือการพัฒนาเป็นช่วงระยะของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และกาญจนบุรีจึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายได้เป็นระยะ ๆ ประกอบด้วย
ถนนจากบ้านพุน้ำร้อนถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย
ที่มา : ปรับปรุงโดยคณะผู้วิจัย
ในบทความตอนหน้า ผู้เขียนจะนำเสนอประเด็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นสู่ความยั่งยืนเพื่อรองรับโอกาสและผลกระทบจากการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ กรณีตราด
หมายเหตุ: บทความนี้นำเนื้อหาบางส่วนมาจากการวิจัยในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อรองรับโอกาสและผลกระทบจากการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ สนับสนุนโดย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) และ คลัสเตอร์วิจัย กลุ่มเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์ นวัตกรรม และการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะผู้วิจัยประกอบด้วย ผศ.ดร.แก้วขวัญ ตั้งติพงศ์กูล ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ อาจารย์นนท์ นุชหมอน คณะเศรษฐศาสตร์ และ อาจารย์สุกฤษฏิ์ วินยเวคิน คณะพาณิชยศาสตร์เเละการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์