ภาพที่ 1 แสดงให้เห็นถึงจำนวนและร้อยละของประเทศทั่วโลกที่มีการประกาศปิดโรงเรียนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งจะพบว่าประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกจะมีการปิดโรงเรียนบางส่วนหรือทั้งหมดในช่วงเดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน ปีพ.ศ. 2563 หลังจากนั้น ร้อยละของประเทศที่มีการประกาศปิดโรงเรียนจะมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 30-50 โดยประมาณ
งานศึกษาส่วนหนึ่งพบว่า การปิดโรงเรียนและอยู่บ้านเป็นระยะเวลานานจะส่งผลต่อระดับการเรียนรู้สภาพจิตใจและสุขภาวะของเด็กและเยาวชน ตัวอย่างเช่นงานของ Jefsen et al. (2020) และ Loades et al. (2020) พบว่า การปิดโรงเรียนทำให้เด็กเล็กที่อยู่ในช่วงต้นของการศึกษาพบกับความยากลำบากในการเรียน เนื่องจากความไม่พร้อมในการเปิดสื่อการเรียนออนไลน์ (E-learning) ส่งผลต่อระดับความกลัว ความโดดเดี่ยว ความกระวนกระวาย และความวิตกกังวลต่ออนาคตของตน นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อมผ่านสถานะภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวของเด็กและเยาวชนอีกด้วย
สำหรับในกรณีของประเทศไทย ในงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้าร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่าการปิดโรงเรียนในประเทศไทยทำให้การเรียนรู้ของเด็กเล็ก ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1-2 จากการเรียนรู้ทั้งหมดหากมีการเปิดเรียนปกติ นอกจากนี้ ในรายงานการศึกษาผลกระทบของสหประชาชาติ ในเดือน ก.ค. ปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการศึกษาผลกระทบทางสังคมในมิติต่าง ๆ จากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย รวมถึงมิติทางด้านการศึกษา มีการวิเคราะห์ว่า สถานการณ์การปิดโรงเรียนในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา จะส่งผลทำให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ที่ถดถอย (Learning Loss) โดยสถานการณ์จะทวีความรุนแรงในกลุ่มผู้เรียนที่มีความเปราะบาง (Vulnerable Students)
ทั้งนี้ หากมีปัจจัยของสภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่ดีจากสถานการณ์โควิด-19 มากระทบ ยิ่งจะส่งผลทำให้ผู้เรียนในช่วงต่าง ๆ ของการศึกษาหลุดออกจากระบบมากขึ้น (Drop out) โดยเป็นผลที่ส่งผ่าน 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ ผลทางตรง (Direct Effect) จากการที่ครอบครัวของผู้เรียน มีรายได้น้อยลง ไม่สามารถที่จะส่งเสียบุตรหลานให้เรียนต่อได้ และ ผลทางอ้อม (Indirect Effect) คือ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ของการศึกษามีค่าสูงขึ้น ผู้เรียนบางคนอาจมีความจำเป็นต้องออกจากระบบการเรียนเพื่อมาช่วยครอบครัวในการหารายได้
ในบริบทของการศึกษาในประเทศไทย ในปัจจุบันมีงานศึกษาภาวะเรียนรู้ถดถอยของนักเรียนอยู่จำนวนหนึ่ง เช่น งานของสหประชาชาติ United Nations (2020) ที่ทำการศึกษาภาวะการเรียนรู้ถดถอยในกรณีของประเทศไทยในภาพของทั้งประเทศ หรือ งานศึกษาของ Kilenthong et al. (2022) ซึ่งศึกษาข้อมูลสำรวจในกลุ่มนักเรียนระดับอนุบาล พบว่า การปิดเรียนในช่วง COVID-19 ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการเรียนรู้ในทักษะการเรียนรู้ โดยเฉพาะในรายวิชาคณิตศาสตร์ และระบบความจำ (Working memory)
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรากฏงานศึกษาภาวะการเรียนรู้ถดถอยในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายของประเทศไทย โดยเฉพาะการศึกษาที่เจาะไปดูในมิติของผลกระทบที่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อาทิ เช่น ขนาดของโรงเรียน ผลกระทบเชิงพื้นที่ที่เกิดจากการปิดโรงเรียนที่แตกต่างกัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะข้อจำกัดของชุดข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการศึกษา
ดังนั้น ทางผู้เขียนและคณะวิจัย จึงเล็งเห็นถึงความเป็นไปได้ตลอดจนมองเห็นประโยชน์ต่อการทำชุดนโยบายการศึกษาของประเทศไทย สำหรับในการศึกษาภาวะการเรียนรู้ถดถอยในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายของประเทศไทย โดยใช้ชุดข้อมูลของการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET: Ordinary National Educational Test) ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อวัดความรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ (และสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้น ม.6)
ในประเด็นศึกษาแรก เราสามารถเข้าใจภาวะการเรียนรู้ถดถอยจากสองวิธี สองมุมมอง วิธีแรก คือวิธีผลต่างสองขั้น (Difference in differences) และวิธีที่สอง คือการใช้แบบจำลองภาคตัดขวาง (Cross-sectional model) วิธีผลต่างสองขั้น ให้มุมมองของพัฒนาการทางการเรียนรู้ที่แตกต่างกันระหว่างนักเรียนรุ่นปิดโรงเรียนในช่วงโควิด และนักเรียนรุ่นก่อนหน้า ส่วนวิธีแบบจำลองภาคตัดขวาง เป็นการหยิบยกนักเรียนรุ่นปิดโรงเรียนมาเพียงรุ่นเดียว แล้วศึกษาผลของการปิดโรงเรียนในระดับจังหวัด ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีโรงเรียนตั้งอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ นั่นคือ ในขณะที่วิธีแรกให้ภาพของการเรียนรู้ถดถอยโดยเปรียบเทียบระหว่างรุ่น วิธีที่สองจะให้มุมมองของความสำคัญของหนึ่งวันที่ปิดโรงเรียน
การวิเคราะห์โดยใช้วิธีผลต่างสองขั้นเพื่อประมาณภาวะการเรียนรู้ถดถอยจากการปิดโรงเรียน ในงานศึกษานี้ทำโดยใช้นักเรียนที่มีการสอบ O-NET ทั้งในช่วง ม.3 และ ม.6 สำหรับการวิเคราะห์ในชั้นมัธยมปลาย (กลุ่มวัยรุ่น) และ ที่มีการสอบ O-NET ทั้งในช่วง ป.6 และ ม.3 สำหรับการวิเคราะห์ในชั้นมัธยมต้น (กลุ่มวัยเด็ก) ข้อมูลจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลปีการศึกษา 2560 และปีการศึกษา 2561 เป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนสถานการณ์โควิด-19 (Pre-Event) และข้อมูลปีการศึกษา 2563 และปีการศึกษา 2564 เป็นข้อมูลหลังสถานการณ์โควิด-19 (After-Event: School Closing) ทั้งนี้ข้อมูลในปีการศึกษา 2563 อาจมองว่าเป็นปีการศึกษาที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียน เพราะช่วงที่ปิดเมืองครั้งแรกตรงกับการปิดภาคเรียนพอดี ในขณะที่ปีการศึกษา 2564 เป็นปีการศึกษาที่มีประกาศปิดโรงเรียนในระหว่างเปิดภาคเรียน

ผลการศึกษาในภาพรวมโดยวิธีผลต่างสองขั้น พบภาวะการเรียนรู้ถดถอยเทียบกับรุ่นก่อนหน้าในวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ภาวะการเรียนรู้ถดถอยในระดับ ม.ต้น มีระดับรุนแรงกว่าในระดับ ม.ปลาย นอกจากนี้นักเรียนที่เรียนในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองจะมีระดับการเรียนรู้ถดถอยมากกว่าในเขตชนบท โดยเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยในระดับที่สูงสุดในกลุ่มนักเรียน ม.ต้น ในเขตเมือง ในวิชาคณิตศาสตร์ และหากมองในเชิงภูมิภาคจะพบว่า เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยในระดับที่สูงที่สุด ในกลุ่มนักเรียน ม.ต้น ในเขตกรุงเทพมหานคร ในวิชาคณิตศาสตร์
ผลการศึกษาจากแบบจำลองภาคตัดขวางพบว่า การประกาศปิดโรงเรียนเพิ่มขึ้นหนึ่งวัน มีความเกี่ยวเนื่องกับภาวะการเรียนรู้ถดถอยในทุกวิชาทั้งในระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย กล่าวคือนักเรียนในจังหวัดที่มีประกาศปิดโรงเรียนในช่วงปีการศึกษา 2564 มากกว่า โดยเฉลี่ยแล้วมีแนวโน้มที่นักเรียนจะทำคะแนนได้ในลำดับที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับนักเรียนในจังหวัดที่ประกาศปิดโรงเรียนน้อยกว่า
ภาวะการเรียนรู้ถดถอยที่ประเมินได้ในงานศึกษานี้ ถือเป็นค่าการประมาณที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ การประเมินเป็นการประเมินเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เลือกมาสอบ O-NET ในปี พ.ศ. 2564 และ พ.ศ. 2565 การประเมินไม่ได้รวมถึงกลุ่มเด็กปฐมวัยที่อาจได้รับผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวจากการปิดโรงเรียนในระดับที่รุนแรงกว่าเด็กในชั้น ม.3 และ ม.6 นอกจากนี้การวิเคราะห์นี้ไม่สามารถเจาะลึกการเรียนรู้ถดถอยในเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางในด้านต่าง ๆ
ประเด็นศึกษาที่สอง ในการศึกษานี้ คือ หากหลักฐานเชิงประจักษ์ในส่วนที่หนึ่ง พบว่าประเทศไทยมีการเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยจริง ในช่วงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายของประเทศไทย ภาวะดังกล่าวจะส่งผลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยโดยภาพรวมอย่างไร
ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ภาวะการเรียนรู้ถดถอยของนักเรียนในช่วงในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายของประเทศไทย ถูกนำมาประเมินเป็นความสูญเสียในมิติของค่าจ้างของแรงงานในระยะยาวจากการสูญเสียช่วงเวลาในการศึกษา โดยจะใช้ชุดข้อมูลจาก โครงการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร (Labor Force Survey) มาทำการเชื่อมโยงจำนวนวันที่ปิดไปจากสถานการณ์โควิด -19 ในโรงเรียนที่หายไป จากการปิดโรงเรียน และประเมินรายได้ที่จะขาดหายไปตลอดช่วงชีวิตการทำงานของหลังจากออกจากระบบการศึกษา โดยใช้แนวทางในการศึกษาเช่นเดียวกันกับงานของ Pscharopoulos et.at (2020)
ผลการศึกษาพบว่า ในกรณีที่ แรงงานจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กำหนดให้ช่วงเวลาในการทำงานเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 15-60 ปี จากการเปรียบเทียบมูลค่าปัจจุบันของการสูญเสียค่าจ้างจากการปิดโรงเรียน พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว จะมีมูลค่าความสูญเสียประมาณ 610,199.41 บาทต่อคน โดยความสูญเสียคำนวณมาจากประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลดเมื่อเทียบกับกลุ่มแรงงานที่จบในช่วงระดับการศึกษาเดียวกัน
สำหรับกรณีแรงงานจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กำหนดให้ช่วงเวลาในการทำงานเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 18-60 ปี จากการเปรียบเทียบมูลค่าปัจจุบันของการสูญเสียค่าจ้างจากการปิดโรงเรียน พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว จะมีมูลค่าความสูญเสียประมาณ 531,799.95 บาทต่อคน
ในงานศึกษาส่วนสุดท้ายเป็นการถอดบทเรียนจากการใช้เทคโนโลยีการศึกษาในช่วงโควิด-19 ซึ่งภาวะวิกฤติโควิด-19 ผลักให้ระบบการศึกษาจำต้องใช้วิธีการเรียนทางไกล เด็กและเยาวชนได้ก้าวผ่านระยะเวลาที่ต้องเล่าเรียนในสภาวะปิดโรงเรียนด้วยประสบการณ์และผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน บ้างเป็นเรื่องราวของความสำเร็จ บ้างเป็นเรื่องราวของการอดทนเพื่อไม่ให้จำต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา
ความหลากหลายของผลกระทบนี้ ตอกย้ำภาพความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่มีอยู่เป็นทุนเดิม วิกฤติโควิดได้ฉายให้เห็นถึงช่องว่างในการเข้าถึงสารสนเทศ (digital divide) อันประกอบไปด้วย ช่องว่างในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เช่นการเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต ช่องว่างในโครงสร้างพื้นฐานเชิงทุนมนุษย์ เช่น ศักยภาพครู ผู้ปกครอง รวมถึงช่องว่างในระบบบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ช่องว่างเหล่านี้นำไปสู่ปฏิทรรศน์ของการเรียนระยะไกล ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเลือกใช้วิธีการเรียนระยะไกลที่ไม่เหมาะสม ไม่สามารถตอบโจทย์และไม่สามารถเพิ่มความรู้ ความเข้าใจให้แก่ผู้เรียน อันอาจจะนำไปสู่ความยากจนในการเรียนรู้ที่เพิ่มสูงขึ้น
บทบาทของการใช้เทคโนโลยีการศึกษาในโลกแห่งอนาคตอาจจะประกอบไปด้วยสองภาคส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน ภาคส่วนแรก คือการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียนควบคู่ไปกับการเรียนในห้องเรียนในช่วงเวลาปกติ ภาคส่วนที่สองคือ การใช้เทคโนโลยีการศึกษาในการเรียนระยะไกลในช่วงเวลาฉุกเฉินที่ระบบการศึกษาจำต้องถูกผลักเข้าสู่ระบบสำรองโดยการเรียนออนไลน์
บทบาททั้งสองด้านนี้มีความสำคัญยิ่ง ดังนั้นบทเรียนที่ได้จากวิกฤติโควิด-19 นี้จึงมีความสำคัญยิ่งเช่นกัน บทเรียนหนึ่งจากการวิเคราะห์กรณีศึกษาต่าง ๆ ในงานศึกษานี้ คือ การเรียนระยะไกลที่มีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้ จะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ (1) ครูที่มีประสิทธิภาพ (2) เทคโนโลยีที่เหมาะสม และ (3) นักเรียนที่สนใจเรียน หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งในสามปัจจัยนี้ไป การเรียนระยะไกลที่มีประสิทธิภาพจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กล่าวคือ เทคโนโลยีการศึกษาที่ดีเยี่ยมจะต้องไปด้วยกันกับบทบาทของครูที่สามารถใช้เทคโนโลยีนั้น ๆ เพื่อสร้างความสนใจอย่างต่อเนื่องจากนักเรียน
จากการสัมภาษณ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผลการศึกษาที่ได้กับคุณครูและผู้บริหาร นักวิชาการ ในกลุ่มโรงเรียนประเภทต่าง ๆ พบว่า มีความแตกต่างเรื่องการนำเอาเทคโนโลยีทางด้านการศึกษามาใช้ในการเรียนการสอนในช่วงเวลาที่มีการประกาศปิดโรงเรียน อย่างเห็นได้ชัด
ในกลุ่มโรงเรียนขนาดใหญ่และโรงเรียนนานาชาติ มีการเตรียมความพร้อมในการเรียนการสอนมาโดยตลอดก่อนที่จะปิดโรงเรียน ตัวอย่างเช่นในกลุ่มโรงเรียนสาธิต มีการนำเอา Platform ที่มีการพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยที่สังกัด มาใช้ประกอบการจัดทำการเรียนการสอน และพัฒนาแนวทางการประเมินโดยพิจารณาความเท่าเทียมของการจัดทำชุดข้อสอบ ในขณะเดียวกันก็สามารถป้องกันการทุจริตในการทำข้อสอบด้วย
ในกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ มีการใช้ Platform ในการเป็นช่องทางในการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่าง ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครอง ตัวอย่างเช่น การใช้ platform ที่เรียกว่า Seesaw ในการประเมินผล เรียนรู้และเป็นช่องทางในการสื่อสารกันทั้งสามฝ่าย โดยตั้งอยู่บนข้อสมมติฐานที่ว่า ผู้ปกครองของผู้เรียน จะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้การเรียนการสอน ผ่านระบบออนไลน์ เป็นไปได้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนการสอนสำหรับเด็กเล็ก
ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนขนาดกลาง และกลุ่มโรงเรียนที่อยู่นอกเขตจังหวัด พบว่าครูอาจจะยังขาดความรู้ ความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนแบบทางไกล ตลอดจนยังพบข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยีจากฝั่งผู้เรียนควบคู่กันไปด้วย เช่น พบว่านักเรียนไม่ได้มีความพร้อมสำหรับการเรียนแบบทางไกลทุกคน ในบางครอบครัวขาดแคลนอุปกรณ์ในการเรียน เช่น ทั้งครัวเรือนมี มือถือ เพียง 1 เครื่องแต่มีเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวันเรียนมากกว่า 1 คน
รายชื่อเอกสารอ้างอิง
- Ardington, C., Wills, G., & Kotze, J. (2021). COVID-19 learning losses: Early grade reading in South Africa. International Journal of Educational Development, 86. https://doi.org/10.1016/j.ijedudev.2021.102480
- Azevedo, J. P., Hasan, A., Goldemberg, D., Geven, K., & Iqbal, S. A. (2021). Simulating the Potential Impacts of COVID-19 School Closures on Schooling and Learning Outcomes: A Set of Global Estimates. The World Bank Research Observer, 36(1), 1–40. https://doi.org/10.1093/wbro/lkab003
- Bañeres, D., Rodríguez, M. E., Guerrero-Roldán, A. E., & Karadeniz, A. (2020). An Early Warning System to Detect At-Risk Students in Online Higher Education. Applied Sciences, 10(13). https://doi.org/10.3390/app10134427
- Brooks, S. K., Smith, L. E., Webster, R. K., Weston, D., Woodland, L., Hall, I., & Rubin, G. J. (2020). The impact of unplanned school closure on children’s social contact: Rapid evidence review. Eurosurveillance, 25(13). https://doi.org/10.2807/1560-7917.ES.2020.25.13.2000188
- Emiliana Vegas. (2022, March 11). Education technology post-COVID-19: A missed opportunity? Brookings. https://www.brookings.edu/blog/education-plus-development/2022/03/11/education-technology-post-covid-19-a-missed-opportunity/
- Hasan, A., Cobo, C., Azevedo, J. P., Gilberto, A., & Akmal, M. (2021, November 18). Five lessons from remote learning during COVID-19. World Bank Blogs. https://blogs.worldbank.org/education/five-lessons-remote-learning-during-covid-19
- Jefsen, O. H., Rohde, C., Nørremark, B., & Østergaard, S. D. (2020). Editorial Perspective: COVID‐19 pandemic‐related psychopathology in children and adolescents with mental illness. Journal of Child Psychology and Psychiatry, and Allied Disciplines, 62, 798–800. https://doi.org/10.1111/jcpp.13292
- Kaffenberger, M. (2021). Modelling the long-run learning impact of the Covid-19 learning shock: Actions to (more than) mitigate loss. International Journal of Educational Development, 81, 102326. https://doi.org/10.1016/j.ijedudev.2020.102326
- Kilenthong, W., Boonsanong, K., Duangchaiyoosook, S., Jantorn, W., & Khruapradit, V. (2022). Learning Losses from School Closure Due to the COVID-19 Pandemic for Thai Kindergartners (Discussion Paper No. 174). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research. https://www.pier.or.th/dp/174/
- Li, C., & Lalani, F. (2020, April 29). The COVID-19 pandemic has changed education forever. This is how. World Economic Forum. https://www.weforum.org/agenda/2020/04/coronavirus-education-global-covid19-online-digital-learning/
- Lichand, G., Dória, C. A., Neto, O. L., & Cossi, J. (2021). The Impacts of Remote Learning in Secondary Education: Evidence from Brazil during the Pandemic. Inter-American Development Bank. https://doi.org/10.18235/0003344
- Loades, M. E., Chatburn, E., Higson-Sweeney, N., Reynolds, S., Shafran, R., Brigden, A., Linney, C., McManus, M. N., Borwick, C., & Crawley, E. (2020). Rapid Systematic Review: The Impact of Social Isolation and Loneliness on the Mental Health of Children and Adolescents in the Context of COVID-19. Journal of the American Academy of Child & Adolescent Psychiatry, 59(11), 1218–1239. https://doi.org/10.1016/j.jaac.2020.05.009
- Loeb, S. (2020, March 20). How Effective Is Online Learning? What the Research Does and Doesn’t Tell Us [Education Week]. Opinion. https://www.edweek.org/technology/opinion-how-effective-is-online-learning-what-the-research-does-and-doesnt-tell-us/2020/03
- Maldonado, J., & De Witte, K. (2020). The effect of school closures on standardised student test outcomes. British Educational Research Journal. https://doi.org/10.1002/berj.3754
- Psacharopoulos, G., Collis, V., Patrinos, H. A., & Vegas, E. (2020). Lost Wages: The COVID-19 Cost of School Closures. No. 9246. https://openknowledge.worldbank.org/handle/10986/34387 License: CC BY 3.0 IGO.”
- Sadique, M. Z., Adams, E. J., & Edmunds, W. J. (2008). Estimating the costs of school closure for mitigating an influenza pandemic. BMC Public Health, 8(1). https://doi.org/10.1186/1471-2458-8-135
- Snape, M. D., & Viner, R. M. (2020). COVID-19 in children and young people. Science, 370(6514), 286–288. https://doi.org/10.1126/science.abd6165
- UNESCO Institute for Statistics. (2021). School Closures and Regional Policies to Mitigate Learning Loss due to COVID-19: A Focus on the Asia-Pacific. UNESCO Institute for Statistic.
- United Nations. (2020). Policy Brief: Education During COVID-19 and Beyond. In United Nations. United Nations,. https://doi.org/10.18356/21e7d903-en
- World Bank EdTech team. (2021, September 24). Digital Technologies in Education. World Bank. https://www.worldbank.org/en/topic/edutech